18.3.62

8 วิธีเพิ่มคน (ลูกค้า) เข้าสู่เว็บไซต์ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ง่ายๆ

          การเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเข้าสู่เว็บไซต์เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกๆเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับอะไรก็ตาม เพราะถ้ามี ผู้เยี่ยมชม เข้าสู่เว็บไซต์มากก็มีโอกาสที่เราจะเปลี่ยน ผู้เยี่ยมชม เหล่านั้นให้กลายเป็น ลูกค้า ที่สร้างมูลค่าให้กับเราได้ในภายหลัง

         เราใช้คำศัพท์เรียกแทนผู้ชมของเว็บไซต์ว่า Traffic และด้านล่างนี้เป็น 8 วิธีที่จะช่วยเพิ่มจำนวน Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้ ซึ่งทั้ง 8 วิธีนี้คุณสามารถที่จะเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเอง แต่บางวิธีอาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษาบ้างแต่รับรองว่ามันคุ้มค่าที่จะเสียเวลาแน่นอนครับ

1. ใช้ Social media สร้างฐานผู้ติดตาม

ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนที่จะมีแต่เว็บไซต์โดยที่ไม่ได้ใช้ Social media อื่นๆเข้ามาช่วยในการทำการตลาดเลย ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แนะนำว่าให้รีบแก้ไขโดยด่วน อย่างน้อยคุณก็ควรมี Facebook page แล้วค่อยต่อยอดด้วย Instagram, Line, Twitter และอื่นๆ Social media นอกจากจะช่วยเพิ่มช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าแล้วยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และดึงดูดผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี เมื่อไหร่ที่อัพบทความขึ้นเว็บไซต์แล้วอย่าลืมที่จะเอาบทความนั้นไปแชร์บน Social media ด้วย

socialmediashare

2. ทำโฆษณา Facebook

Facebook คือ Social network อันดับหนึ่งของเมืองไทยและเป็นอันดับหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้านับเฉพาะเมืองไทยมีคนใช้ Facebook ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน เป็นเว็บไซต์แรกที่ผู้คนเข้าในแต่ละวัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการทำโฆษณาใน Facebook ถึงกำลังมาแรงมากๆในเมืองไทยตอนนี้ ข้อดีของการทำโฆษณาผ่าน Facebook คือคุณสามารถที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณาของคุณได้ผ่าน เพศ อายุ สถานที่ ความสนใจ และพฤติกรรม นอกจากนี้การลงโฆษณาผ่าน Facebook ยังเป็นช่องทางที่ประหยัดเหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่มาก ถ้าสนใจศึกษาวิธีการทำโฆษณาผ่าน Facebook ผมแนะนำ ebook เล่มนี้ครับ


facebook-Ads1

3. ติดอันดับ Google ด้วยการทำ SEO

เป็นกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อให้แสดงในผลการค้นหาของ Search Engine และแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ข้อดีของการทำ SEO คือมันฟรีไม่เสียเงินและสามารถที่จะสร้าง Traffic ที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ได้เป็นจำนวนมากๆ ทุกเว็บไซต์ควรเรียนรู้วิธีการทำ SEO เพราะพฤติกรรมการใช้ Internet ของคนไทยมักจะใช้ Google ในการค้นหาข้อมูล และ Search Engine ยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทยคือ Google อยู่แล้ว ถ้าผู้อ่าน HookTalk ท่านใดสนใจการทำ SEO แต่ยังไม่รู้ขั้นตอนและพื้นฐานสามารถศึกษาได้จากลิงค์นี้ ติดอันดับ Google ด้วย SEO
seotraffic

4. ติดอันดับ Google ด้วยโฆษณา Google adwords

ต่อยอดมาจากหัวข้อที่แล้ว เราคงเห็นประโยชน์ของการทำ SEO กันไปแล้ว แต่ยังมีอีกช่องทางหนึ่งที่คุณสามารถทำเพื่อติดอันดับการค้นหาของ Google ได้นั่นคือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Google adwords ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อทำโฆษณาในเว็บไซต์ Google เมื่อเจ้าของเว็บไซต์จ่ายเงินแล้วเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปติดในผลการค้นหาทันที (โครตเจ๋ง!!) ผมได้เขียนหนังสือสอนวิธีการลงโฆษณาใน Google adwords สำหรับมือใหม่เอาไว้ ถ้าสนใจก็ลองคลิกเข้าไปดูกันได้ครับ ส่วนใครกำลังสงสัยว่า SEO กับ Google adwords ต่างกันอย่างไหร่ แบบไหนดีกว่ากัน ลองอ่านบทความนี้แล้วจะกระจ่างขึ้นมาในทันที

5. Referal รู้จักการสร้าง Traffic จากเว็บไซต์อื่นๆ

ถ้าให้อธิบายง่ายๆ Referal คือการที่เว็บไซต์ได้รับ Traffic จากเว็บไซต์อื่นๆ ประโยชน์ของมันมีมากมายมหาศาล และวิธีในการสร้าง Referal traffic ก็มีมากมายเช่น การซื้อ Banner, การทำบทความ Advertorial, การซื้อ Tie-in post ใน Facebook page ของบุคคลอื่นๆ, การแลกลิงก์ และอื่นๆอีกมากมาย

6. สร้าง Traffic จากพื้นที่แสดงความเห็นตามชุมชนต่างๆที่เกี่ยวข้อง

การเข้าไปตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ดต่างๆหรือเข้าไปแสดงความคิดเห็นตามชุมชนออนไลน์ต่างๆ อาจจะดูว่าเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ล้าสมัยเลยครับ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแล้วมอบความรู้ คอยตอบคำถาม ตอบข้อสงสัย ทำตัวให้มีประโยชน์ในพื้นที่นั้นๆจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเราได้ จนเมื่อผู้คนเริ่มรู้จักเราแล้วเขาจะเริ่มนึกถึงเว็บไซต์ของเราเอง ถ้ามีกระทู้ไหนที่ตั้งคำถามที่คุณสามารถให้คำตอบได้ จงเข้าไปตอบกระทู้นั้นแล้วทิ้งลิงก์ให้เข้าไปศึกษาต่อในเว็บไซต์ของเรา นี่เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้

7. Email Marketing มี External link ไปเว็บอันดับต้นๆ

Email ยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางที่ใช้ทำการตลาดได้ดีมากๆ ด้วยการส่งจดหมายข่าว ข้อเสนอ โปรโมชั่นถึงผู้ติดตามหรือลูกค้าเก่าๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลับมาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้งในภายหลัง หรือบางครั้งเขาอาจจะลืมเว็บไซต์เราไปแล้วก็ใช้อีเมล์เพื่อกระตุ้นให้เขากลับมาที่เว็บไซต์ของเราได้ แต่ต้องระวังอย่าใช้การตลาดผ่านอีเมล์เพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้รับจดหมาย อย่าถล่มส่งอีเมล์จนผู้รับรู้สึกรำคาญหรือเอาแต่ส่งจดหมายขายของจนผู้รับรู้สึกว่าเป็น Spam (อีเมล์ขยะ)

8. ที่สุดของที่สุดคือการทำเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการทำเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก ถ้าคนรู้จักและจำเว็บไซต์ของเราได้ เขาจะเข้าเว็บไซต์โดยไม่ต้องไปผ่านช่องทางใดๆ แต่จะพิมพ์เข้ามาที่เว็บไซต์ของเราตรงๆ (Direct)
  • เวลาอยากอ่านข่าวสารบ้านเมือง ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากอ่านรีวิวท่องเที่ยว ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากอ่านข่าวดารา ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากโพสระบายร้องทุกข์ ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากจองตั๋วเครื่องบิน ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากโพสถามคำถามเรื่องต่างๆ ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
  • เวลาอยากอ่านข่าวฟุตบอล ผู้คนนึกถึงเว็บไซต์อะไร?
       แต่การที่เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีมันอาจจะต้องผ่านทั้ง 7 ข้อด้านบนนี้ไปก่อน ทุกอย่างต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทน วันหนึ่งที่เว็บไซต์ของเราเริ่มเป็นที่รู้จักนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถเก็บเกี่ยวได้ครับ รู้จักการตั้งคำถามอย่างเช่น ทำไมคนจะต้องเข้าเว็บไซต์ของคุณ เข้าเว็บไซต์ของคุณแล้วผู้อ่านได้ประโยชน์อะไร

17.3.62

วิธีง่ายๆที่จะเปลี่ยนบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

    คำว่าบ้านนั้นมีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัย จะหลังเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ  บ้านคือที่พักผ่อนยามเหนื่อยล้า แต่ บ้านยังหมายถึงความรักความอบอุ่นของคนในครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน เพราะบ้านนั้นเป็นศูนย์รวมของครอบครัว ทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนชรา ดังนั้นการที่บ้านจะเป็นบ้านได้ จึงต้องมีลักษณะที่น่าอยู่อาศัย สะอาดสะอ้าน รวมไปถึงพฤติกรรมของคนในครอบครัวประกอบร่วมกัน เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดนี้มารวมกันอย่างสมบูรณ์ จึงจะสามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก และสำหรับวิธีการทำให้บ้านมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น ทำได้ดังต่อไปนี้

 
1. ควรจัดหรือตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ไม่รกรุงรัง หรือวางข้าวของทิ้งระเกะระกะ รวมไปถึงต้องจัดบ้านให้สามารถมีแดดส่องถึงได้ เพราะมีการวิจัยบางตัวเคยบอกว่า การที่บ้านมีลักษณะมืดๆทึบๆ นั้นไม่ชวนให้น่าอยู่เท่าไหร่นัก นอกจากนั้นห้องต่างๆ ภายในบ้านควรจัดให้มีความโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ไม่อับจนน่าอึดอัดนั่นเองครับ

2. หมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยบ้านให้สกปรกหรือรกรุงรัง เพราะความสะอาดนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยอย่างมาก ผมว่าท่านผู้อ่านก็คงไม่ชอบที่จะอยู่ในบ้านรกๆ ที่ไม่เคยกวาดหรือถูพื้นสักเท่าไหร่หรอกใช่ไหมครับ ตามหลักแล้วเราจึงควรทำความสะอาดด้วยการกวาดบ้านวันละครั้งเป็นอย่างน้อย และหมั่นถูพื้น ปัดหยากไย่อยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยให้บ้านดูน่าอยู่มากขึ้นครับ



3. จัดห้องต่างๆ ห้องทำงาน ห้องครัว ห้องนอน ห้องรับแขก รวมถึงของใช้เป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสม เช่น ห้องครัวก็จัดตู้หรือชั้นวางต่างๆ สำหรับวางจนและของใช้ในครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นต้องแยกเป็นสัดส่วน นอกจากนั้นหากบ้านของคุณมีเด็ก จะต้องแยกเป็นโซนของเด็กต่างหาก เพราะเด็กนั้นมักจะมีของเล่นต่างๆ มากมาย ดังนั้นการแยกส่วนจะทำให้บ้านดูน่าอยู่และไม่รกหูรกตานั่นเองครับ


4. สร้างบรรยากาศรอบบ้านให้่มรื่น มีต้นไม้ ดอกไม้ และการอยู่อาศัยที่ดี มีความปรองดองไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่จะช่วยส่งเสริมให้บ้านน่าอยู่ เพราะหากทุกคนในบ้านไม่ดูแลเอาใจใส่กัน หรือต่างคนต่างอยู่ ต่อให้บ้านสวยแค่ไหน หรือสะอาดเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าอยู่ได้ ดังนั้นก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละครับว่าคนในครอบครัวควรหันหน้าเข้าหากันและช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

      จะเห็นได้ว่า การที่บ้านจะมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น จะต้องประกอบไปด้วยสองส่วน คือรูปลักษณ์ของตัวบ้าน และพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในบ้าน ซึ่งทั้งสองส่วนหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปคงไม่สามารถทำให้บ้านดูน่าอยู่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นสมาชิกในบ้านต้องช่วยกันดูแลและสอดส่อง เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่นั่นเองครับใว้วันหลังจะเขียนบทความดีๆมาแบ่งปันอีกนะคับขอบคุณครับ💙💙

เรียบเรียบ/เขียน  :: ดูไอเดียดอทคอม  Dooideas.com



รับลงบทความรีวิว ทำสื่อออนไลน์
บริการ ทำเว็บไซต์-แฟนเพจ-กราฟิก-สอนออนไลน์ -รีวิวบทความ
ติดต่อฝ่ายขาย
dooideas.com@gmail.com
ไอเดียบ้านหลังคาเพิงหมาแหงน รูปทรงเหลี่ยม ขนาดกระทัดรัด

      ดูไอเดียบ้านหลังคาเพิงหมาแหงน รูปทรงเหลี่ยม ขนาดกระทัดรัด ลักษณะบ้านชั้นเดียว ออกแบบเรียบง่าย หลังคาทรงแหงน ตัวบ้านสีเหลี่ยมพื้นผ้า ภายในบ้านประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และพื้นที่ห้องโถงพักผ่อนกว้าง เปิดโล่งเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ครัว ภายนอกโทนสีเทาอ่อน ภายในตกแต่งเรียบง่ายปูพื้นสีน้ำตาล ทำให้ดูอบอุ่น ภายนอกปูพื้นรอบตัวบ้านสำหรับเป็นที่พักผ่อนของครอบครัว ติดตามชมเป็นไอเดียกันเลยจ้า!!!













           เราเพียงนำไอเดียมาแชร์ให้ดูเป็นไอเดียกับสมาชิกชาวเว็บไซต์ dooideas.com และท่านผู้สนใจเท่านั้น ราคาก่อสร้างที่ลงเป็นราคาจากเจ้าของบ้านเท่านั้น ส่วนในราคาสร้างจริงอาจจะขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุในการก่อสร้างและราคาค่าแรงของพื้นที่ทำการก่อสร้างด้วย
อยากได้งานต้องอ่านสายงานที่ตลาดแรงงานต้องการในปี 2562


          อยากได้งานต้องอ่านสายงานที่ตลาดแรงงานต้องการในปี 2562 จากการสำรวจของ จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชีย เปิดเผย 10 สายงานที่เป็นที่ต้องการในตลาดงานประจำปี 2562 อีกด้วย โดยมีสัดส่วนดังนี้

  1. งานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ (17%)
  2. งานไอที-อีคอมเมิร์ซ (12%)
  3. งานวิศวกรรม (10%)
  4. งานธุรการและงานทรัพยากรบุคคล (9%)
  5. งานบัญชี (8%)
  6. งานการตลาดและงานPR (8%)
  7. งานธนาคาร งานการเงิน (5%)
  8. งานท่องเที่ยว งานโรงแรม งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม (5%)
  9. งานขนส่ง (4%)
  10. งานการผลิต (4%)
 
 
        นายวรวุฒิ วาริการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์และการให้บริการจัดหางานออนไลน์กว่า 20 ปี ทำให้วันนี้ jobsDB มีฐานข้อมูลจำนวนมาก ประกอบกับเครื่องมือที่ทันสมัยในการประมวลผล ทั้งด้านความต้องการการจ้างงานและการหางาน ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ยอัตราเงินเดือนในสายงานต่างๆ รวมถึงแนวโน้มความต้องการคนทำงานในแต่ละสายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่กำลังจะศึกษาต่อสามารถตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตลาดงานต้องการ ผู้หางานสามารถเตรียมความพร้อม เสริมทักษะก้าวสู่ตลาดงานอย่างมั่นใจ รวมทั้งผู้ประกอบการเองสามารถวางแผนโครงสร้างเงินเดือนได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ดังจะเห็นได้จากการรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ ทิศทางสายงานอีคอมเมิร์ซจะเติบโตโดดเด่น ทั้งด้านตลาดงานที่มีความต้องการจ้างงานสูงในทุกตำแหน่ง และผู้ประกอบการเองก็พร้อมให้ค่าตอบแทนในอัตราที่ดีเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากยิ่งขี้น ธุรกิจต่างๆ จึงต้องปรับกลยุทธ์ให้ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

      สอดคล้องกับ ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2561 โดย ETDA พบว่า 1 ใน 5 กิจกรรมที่คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด ได้แก่ การซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ ซึ่งโตต่อเนื่องกันถึง 2 ปีซ้อน โดยการเติบโตดังกล่าว ไม่เพียงสร้างมูลค่าแก่อีคอมเมิร์ซไทยและผู้ประกอบการ แต่ยังเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ด้วยการเกิดตำแหน่งงานใหม่ที่จะถูกป้อนเข้าตลาด เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มเพื่อการซื้อขายออนไลน์ งานวางแผนร้านค้าออนไลน์ งานโลจิสติกส์ออนไลน์ งานการตลาดดิจิทัล รวมทั้งฝ่ายขายและงานวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์และผู้บริโภค ด้านสายงานการผลิต เช่น งานผลิตทั่วไป งานพัฒนาสินค้า งานตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงงานวางแผนและควบคุมการผลิต ที่มาแรงในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ประกอบการในประเทศไทยต่อการก้าวสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนให้เกิดผลผลิตรองรับความต้องการสินค้าและบริการใหม่ๆ ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ ธุรกิจใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่

       “นอกจากความรู้ความสามารถที่ตรงสายงานจะมีผลต่ออัตราเงินเดือนแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้หางานในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลไม่ควรมองข้าม ก็คือ การติดอาวุธลับสร้างความได้เปรียบ ด้วยการพัฒนาทักษะให้รอบด้าน โดยเฉพาะทักษะด้านความเข้าใจและการจัดการข้อมูล เสริมความรู้ด้านดิจิทัล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ ต่อยอดความเชี่ยวชาญในสายงานให้แตกแขนงทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง และมีทัศนคติเชิงบวก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความโดดเด่นและสร้างมูลค่าที่เหนือกว่าผู้สมัครงานคนอื่นๆ ได้” นายวรวุฒิ กล่าวเสริม

        รายงานฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลให้คนทำงานเห็นโอกาสการเติบโตในสายงาน เร่งพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตนเองให้พร้อมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี จนสามารถเติบโตในสายอาชีพนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นข้อมูลให้นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานใช้พิจารณาและเตรียมความพร้อมเข้าสู่สายงานที่ตรงกับศักยภาพของตนอีกด้วย

 ข้อมูล: jobdb
เหตุผล ที่พนักงาน มือดีจะลาออกจากบริษัทคุณ


      ข้อมูลจาก การวิจัย พบว่า 50% ของพนักงานลาออก เพราะ หัวหน้า ของพวกเขา 2015 Turnover Rates by Industry (U.S.) All Industries 16.7%  Manufacturing & Distribution 14.8% อัตราการลาออก ไม่สำคัญเท่ากับ คนที่ลาออกถ้า 10% ของคนที่ออก เป็นคนเก่ง การเติบโตและความก้าวหน้าขององค์กร ก็จะมีปัญหา ในอนาคต8 เหตุผล ที่ทำให้พนักงานมือดี คิดจะ ลาออก มีดังนี้

1. ตั้ง เป้าหมาย และเวลา ที่เป็นไป ไม่ได้ (Impossible Target & Deadline)
การตั้งเป้า แบบ “หมาเห่าเครื่องบิน” ไม่เพียงแค่ ต้องทำงานหนักเกินไป แต่มันยังทำให้เกิดความเครียด และนำไปสู่การไม่พอใจ ในฐานะผู้นำ งาน คือ จูงใจให้พนักงานมีความมุ่งมั่น เพื่อความสำเร็จ ภายในเวลา ที่กำหนด ไม่ใช่ ทำให้พนักงาน ต้องทำงาน ทุกคืน และทุกวันหยุด

***ข้อเสนอ
ปรึกษาหารือ และตกลง เป้าหมาย และกำหนดเวลา (SMART Goal) กับพนักงาน เพื่อ จะสร้างความไว้วางใจ และให้เขา รู้สึกเป็นเจ้าของงาน และมีความรับผิดชอบ (Accountability)

2. การบริหาร แบบ ยิบย่อย (Micro-manage)
ไม่มีใครชอบ ที่จะถูกจี้ เรื่องจุกจิก ยิบย่อย เล็กน้อย เป็นเรื่องหลัก ที่ได้รับการร้องเรียนจากพนักงาน
ไม่เพียง ลดขวัญและกำลังใจในการทำงาน แต่ก็ยังมีผลกระทบต่อ ประสิทธิผลต่องาน ด้วย

***ข้อเสนอ
ตกลง เป้าหมาย กระบวนการ เวลา และงบประมาณ (Program Plan) แล้ว (หลักการ) ขั้นตอน รายละเอียด (Action Plan) (วิธีการ) ค่อยติดตาม ตามที่ตกลงไว้ เพื่อให้การสนับสนุน ควรจะเป็น ครั้งคราว ไม่ใช่ ทุกรายละเอียด ทุกตัวอักษร ทุก 1-2 ชั่วโมง

3. การประชุม ที่ไม่มีวัตถุประสงค์ เสียเวลา
เวลาที่ใช้ในการประชุม จะเสียไป โดยไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นประชุม แค่แจ้งข้อมูล หรือเป็นหัวข้อ ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับ คนที่เข้าร่วมประชุม

***ข้อเสนอ
ตรวจสอบ (Review) การประชุมทั้งหมด (ในแต่ละเดือน) ว่า มีอะไรบ้าง (Agenda) มีวัตถุประสงค์ (Objective) มีงานที่ต้องทำ (Output) ที่ชัดเจน และมีความจำเป็น (Result) หรือไม่ หรือ ซ้ำซ้อนกัน หรือไม่ ถ้าเป็นเพียงแค่ ต้องการแจ้งข้อมูล (รายงาน ผลการดำเนินงาน) ก็เพียง ส่งข้อมูลไปให้ ก็พอ
ถ้าจำเป็น ต้องประชุม (Action ร่วมกัน) ก็พยายามที่จะลดเวลาลง 50% พวกเขาจะมีเวลาทำงาน และมีผลงานมากขึ้น

4. ไม่มี การให้ข่าวสาร ที่จำเป็น
ความรู้ คือ อำนาจ แต่ ไม่ได้ หมายความว่า ควรจะเก็บ ทุกอย่างไว้ พนักงานอยากรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในอนาคต (1-2 เดือน) เพื่อเตรียมตัว และวางแผน

***ข้อเสนอ
มีการประชุม สรุปงาน และอนุมัติแผนงานล่วงหน้า (อย่างน้อย 2 เดือน – ระดับผู้จัดการฝ่าย) เพื่อสร้างความไว้วางใจ และช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้ดีขึ้น

5. ไม่เคย เห็นหัว ลูกน้อง
คิดว่า ผลงาน ของลูกน้อง คือ ผลงาน ของหัวหน้าจึงแย่ง ผลงาน ของลูกน้อง เป็นของตัวเอง
แต่ตนเอง ไม่เคยทำอะไรเอง เป็นชิ้นเป็นอัน (เอาแต่ ประชุม)

***ข้อเสนอ
การยอมรับ ผลงานของลูกน้อง เป็นสิ่งที่ดี สำหรับพวกเขาและ ดี สำหรับหัวหน้า อีกด้วย เพราะ สิ่งที่เขาได้รับการยอมรับ เขาจะทำซ้ำอีกและควรมี รางวัล (เล็กน้อย) ให้ เป็นส่วนตัว (ไม่ใช่ จากบริษัท)

6. ไม่จัดการ กับ พนักงาน ที่มีผลงานต่ำ (ไม่ทำงาน)
เมื่อทีม ทำผลงานได้ดี การเพิกเฉย ต่อพนักงานที่มีผลงานต่ำ หรือ ไม่ทำงาน ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะ ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำให้ ทุกคน มีความรับผิดชอบ แต่จะทำให้พนักงานที่ดี เสียกำลังใจ เพราะพนักงานที่ดี เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระงาน ในส่วนที่บางคน ไม่ทำ

***ข้อเสนอ
ต้องมี การวัดผล และขั้นตอน ในการจัดการ กับ พนักงานที่มีผลงานต่ำ หรือ ไม่ทำงาน ไม่เช่นนั้น พวกเขานั่นแหละ จะเป็น พนักงาน ที่คุณ จะเหลืออยู่

7. ไม่พัฒนา ทักษะ ของพวกเขา
พนักงาน ไม่ได้มา เพื่อทำงาน เท่านั้น พวกเขา ต้องการที่จะได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะ และวิชาชีพ ขึ้นไปอีกระดับ

***ข้อเสนอ
แม้ว่า บริษัทจะมี งบประมาณการฝึกอบรม จำกัด แต่ ก็สามารถให้คำปรึกษา ฝึกอบรม จากการทำงาน จากหน่วยงานภายในได้ (Employee on Boarding Practice, Systematic On-The-Job Training) รวมถึง การพัฒนาความรู้ ด้วยการขยายขอบเขตงาน (Job Enlargement & Job Enrichment) จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ พัฒนา และมี ความจงรักภักดี กับบริษัท

8. ทำงาน ไม่สนุก
งานที่ไม่สนุก ไม่ใช่เพราะกำหนดเวลา ที่กระชั้นชิด หรือ ลูกค้า ที่เรื่องมาก แต่จากบรรยากาศ และวัฒนธรรมในองค์กร เช่น งานที่ซับซ้อน สับสน ไม่มีการแบ่ง บทบาทหน้าที่ ที่ชัดเจน, การแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย, การปัดแข้งปัดขา แย่งชิงผลงาน ฯลฯ

***ข้อเสนอ
หาวิธี ที่จะทำให้ทีมงาน มีรอยยิ้ม เช่น จัดกิจกรรมร่วมกัน ทำให้รู้จักกัน อยู่ด้วยกัน การสร้างทีมงาน และเพิ่มขวัญกำลังใจ หากไม่ดูแลพนักงานที่ดี พวกเขาก็จะดูแลตัวเอง และจะมองหาโอกาสใหม่ – ที่ทำงานใหม่ มัน ไม่ใช่ เรื่อง การเพิ่ม เงินเดือน เท่านั้น


ข้อมูลวิจัย:http://www.compensationforce.com


16.3.62

แนะนำเคล็ดลับให้เอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง



แนะนำเคล็ดลับให้เอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง


        การผัดวันประกันพรุ่งอาจจะเป็นนิสัยของใครหลายๆคน ที่ชอบทำโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ถึงผลเสียที่ตามมาในอนาคตก็ตาม แต่ถ้าหากไม่รีบกำจัดนิสัยแบบนี้ ผลกระทบที่จะตามมาก็จะทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆมาดูเคล็ดลับง่ายๆที่ทำให้เราเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งกันเถอะ


1. กำหนดเวลาในการทำงานเองหากไม่มีระยะเวลาส่งที่แน่ชัด

เช่น เรากำหนดเวลาทำงานไว้ 30 นาที และหยุดพักประมาณ 10 นาที หรือจะลองจัดตารางเวลางานที่ต้องทำ ลิสต์งานลงกระดาษ เขียนตัวใหญ่ๆ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด วิธีนี้จะช่วยทำให้เรามีกำลังใจที่จะกากบาทบนงานที่เหลือให้หมดอีกด้วย

2. แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำมากขึ้น
งานที่ใหญ่มากไปทำให้เรารู้สึกหนัก กลัวจะทำไม่ทัน กลัวว่ามันจะยากไป การที่เราแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเรียงลำดับความสำคัญ จะช่วยให้เราจัดการกับงานง่ายขึ้น ทำให้งานไม่น่ากลัวอย่างที่เคยคิด
3.หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิจากการทำงาน บางครั้งเราจะมองเห็นแต่ความสุขความพึงพอใจในระยะสั้น เช่น การได้ดูหนัง การเล่นมือถือ เพื่อผ่อนคลายความเครียดก็เป็นสื่งที่ดี แต่ถ้าเราใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้แทบทั้งวัน นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องระวัง

4. อย่าทิ้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

ลงมือทำทันที และเราต้องทำงานอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลากับตัวเองดูสัก 5-10 นาที แล้วเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริงๆ

     คนเราควรเติมพลังให้เต็มที่อยู่เสมอ ถึงจะมีสมาธิจดจ่อและเดินหน้าต่อไปได้ โดยเทคนิคง่ายๆ คือ ลองเขียนรายการ กิจกรรม และสิ่งต่างๆที่ส่งผลต่อเราทั้งในด้านที่ดีและแย่ แล้วหาทางให้มีสิ่งดีๆเข้ามามากขึ้น พร้อมกับลดสิ่งแย่ๆ ให้น้อยลง
เคล็ดไม่ลับ! เงินเดือนออก ใช้อย่างไรให้ถึงเดือนหน้า




เคล็ดไม่ลับ! เงินเดือนออก ใช้อย่างไรให้ถึงเดือนหน้า

การบริหารค่าใช้จ่ายในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีปัจจัยมากมายให้คิดคำนึงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สังคมของมนุษย์เงินเดือน”

ลองถามเพื่อนมนุษย์เงินเดือนที่อยู่รอบๆ ตัวเราว่ามีใคร “ไม่มีบัตรเงินสด บัตรเครดิตบ้าง?” น่าจะได้รับความเงียบเป็นการตอบแทน เพราะไม่ว่าใครก็มีกัน อย่างน้อยก็คนละหนึ่งใบ

อาจไม่ใช่ทุกคนที่มีบัตรเหล่านี้แล้วต้องเป็นหนี้ บางคนก็อาจจะมีเผื่อกรณีฉุกเฉินก็เป็นได้ แต่หากบัตรที่สามารถเสกเงินด่วนอยู่ใกล้ตัว ก็อาจทำให้เราเผลอใจกับสิ่งเย้ายวนต่างๆ ที่เหล่าผู้ผลิตและนักการตลาดช่วยกันโหมจนเราอยากได้อยากมี จนลืมถามตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นจำเป็นกับชีวิตเราจริงๆ หรือเปล่า



ท้ายที่สุดเงินเดือนแต่ละเดือนที่ได้รับมาก็ไม่เคยพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเสียที ชีวิตมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน จึงวนเวียนอยู่กับการทำงานหนัก เพื่อจ่ายหนี้บัตร เสียทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยวันนี้เราจึงขอนำเสนอ 10 แนวคิดการใช้เงินเดือนให้ได้ถึงสิ้นเดือน ที่อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่ต้องเป็นหนี้บัตรต่างๆ โดยไม่จำเป็นอีกต่อไป

1. คำนวนค่าใช้จ่ายประจำเดือน
ในแต่ละเดือนเราทุกคนต่างมีภาระค่าใช้จ่าย บางคนเยอะ บางคนน้อย การลิสต์และคำนวนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนอย่างคร่าวๆ นั้น ทำให้เราทราบว่า หลังจากหักค่าใช้จ่ายออกไปแล้ว เรายังมีเงินเหลือใช้ในแต่ละเดือนเท่าไหร่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราไม่ใช้เงินเกินตัว

2. กินอยู่ให้สมเงินเดือนที่ได้
ที่พักและอาหารการกินเราควรเลือกให้อยู่ในระดับที่เราควบคุมได้เช่น หากเราได้เงินเดือน 15,000 บาท แต่เราเช่าห้องอยู่เดือนละ 10,000 บาท ก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ในส่วนของการกินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ อย่าประหยัดจนต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยๆ หรืออย่าไปกินหรูหรามื้อละพันมันก็เกินไป การกินอาหารดีๆ นำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดี เราอย่าขี้เหนียวกับเรื่องกินจนเกินไป ในทางตรงกันข้ามก็อย่าตามใจปากจนเกินควร อาหารดีๆ ราคาย่อมเยายังมีอยู่

3. อย่าเสี่ยงโชคแบบไม่ยั้งคิด
เราคนไทยเป็นนักเสี่ยงโชคอยู่แล้วโดยเฉพาะวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน ทั้งนี้เราก็ต้องควบคุมการเสี่ยงโชคไม่ให้มากจนเกินไป อีกทั้งควรไตร่ตรองสักนิด อย่ามั่นใจว่าเลขนี้มาแน่ๆ ก็ทุ่มทุนไปเต็มที่ สุดท้ายหากไม่ใช่ เงินที่ควรจะอยู่ในกระเป๋าให้เราได้ใช้จ่ายมันก็จะหายไปโดยไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการส่งรหัสชิงโชค ส่งไปรษณีย์บัตร sms ทายผลต่างๆ ก่อนเราจะได้ลุ้นมันคือค่าใช้จ่ายทั้งนั้น คิดให้ดีๆ

4. ทำบุญทำทานเอาหน้า
เราอาจจะพบคนที่ชอบทำบุญทำทานครั้งละมากๆ หากเราไม่ได้มีฐานะหรือเงินถึงขนาดนั้น ก็ทำบุญทำทานแต่พอดีอย่าให้จนตัวเองต้องเป็นทุกข์แทน

5. ลด ละ การตกเป็นทาสโซเชียล
สังคมการแชร์นำมาสู่สิ่งดีๆ เช่น การช่วยเหลือคนประสบภัย หรือ ช่วยกันบอกต่อเรื่องดีๆ เพื่อสร้างสังคมที่ดี แต่ในอีกมุมมันก็มีการแชร์บางอย่างที่ไม่เลวร้ายแต่เราต้องพึงระวัง เช่น ภาพเพื่อนดื่มกาแฟแบรนด์ดัง ภาพเพื่อนไปลองลิ้มชิมรสร้านอาหารเปิดใหม่ ภาพที่คนไปเช็คอินแหล่งท่องเที่ยวฮิบๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแต่น่าสนใจทั้งนั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องตามกระแสโซเชียลจนตกเป็นทาส เพื่อจะได้แชร์ให้คนอื่นได้รู้ว่าเราก็มีเหมือนเขา เพราะก่อนที่เราจะได้ภาพเหล่านั้น มันคือเงินที่เราต้องเสียไป

6. คบเพื่อนดี
อาจจะฟังดูห้วนไปนิด แต่หากให้เจาะจงก็คงต้องบอกว่าการคบเพื่อนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ให้เราสามารถประหยัดเงินได้ด้วย เพราะอะไร? ก็เพราะว่าการคบเพื่อนก็คือการเลือกสังคมที่เราจะอยู่ หากเพื่อนที่เราคบเป็นเพื่อนที่ฟุ้งเฟ้อ การที่เราจะเข้ากลุ่มได้เราก็ต้องลงทุนหน่อย แล้วเราไหวไหม ถ้าไหวก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้เพื่อนก็มีหลายแบบ เพื่อนที่ฐานะดีและเข้าใจว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน คล้อยตามกัน คบกันที่ใจก็มี แต่คุณก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคม บางคนก็เรียกเพื่อนเรียกฝูงเพราะฐานะ และความสนิทจะแปรผันกับความหนักของกระเป๋า ในข้อนี้รวมถึงการคบหาคนที่จะเป็นแฟนของเราด้วย

7. ถามตัวเองทุกครั้งก่อนซื้อว่าสิ่งนั้น “จำเป็นกับชีวิตเราจริงๆ หรือเปล่า?”
แก็ดเจ็ตล้ำๆ เสื้อผ้าสวยๆ สินค้าในกระแส มีแล้วเท่นำเทรนด์ ใครๆ ก็อยากมีอยากได้ แต่หากเราไม่อยากใช้เงินเกินเงินเดือนที่เราหามาได้ เราก็ควรถามตัวเองสักนิดก่อนตัดสินใจซื้อว่าสิ่งที่เราอยากได้นั้น “จำเป็นกับชีวิตเราจริงๆ หรือเปล่า?” “รอได้ไหม?”แนวคิดทั้งหมดในข้างต้นอาจใช้ไม่ได้กับทุกคนๆ เพราะแต่ละคนก็มีรายได้ ค่าใช้จ่าย และฐานะที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าบางแนวคิดจะสามารถเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน เพื่อให้ต่อไปนี้ในแต่ละเดือนเราจะได้มีเงินใช้จนถึงสิ้นเดือนโดยที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิ้นอีกต่อไป

15.3.62

นอนไม่หลับ อันตรายถึงชีวิต หากคุณซื้อยากินเอง

 นอนไม่หลับ อันตรายถึงชีวิต หากคุณซื้อยากินเอง
 
       ทางการแพทย์เรียกปัญหานอนไม่หลับนี้ว่า อินซอมเนีย (insomnia) พบได้ทุกช่วงวัยมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร คาดว่าทั่วโลกมีผู้เผชิญปัญหานี้ประมาณ 2,000 ล้านคน ส่วนไทยคาดว่าจะมีประมาณ 19 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเกิดแบบช่วงสั้นๆ โดยมีประมาณร้อยละ 10 ที่เป็นแบบเรื้อรังคือมีปัญหานอนไม่หลับมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ไม่มีสมาธิได้

ในคนทั่วไปสามารถเกิดอาการนอนไม่หลับได้สัปดาห์ละ 1-2 คืน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในรายที่ผิดปกติ จะมีปัญหาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์และต่อเนื่อง ลักษณะอาการที่พบบ่อยได้แก่

  •     นอนไม่หลับ หรือหลับลำบาก
  •     หลับไม่สนิท
  •     ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือหลับๆ ตื่นๆ
  •     ตื่นเร็วกว่าปกติ

           ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ซึ่งชาวบ้านมักจะเปรียบเปรยผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับว่า ขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้า เนื่องจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

ปัญหานี้ทางการแพทย์จัดว่าไม่ใช่ตัวโรค แต่เป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับมีหลายประการ ทั้งจากโรคทางกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ กรดไหลย้อน มาจากสิ่งแวดล้อมเช่นมีเสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรือจากอุปนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะก่อนนอน เช่นทานอาหารย่อยยาก เล่นเกม ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

ที่พบได้บ่อยคือ มีเหตุมาจากปัญหาจิตใจ ที่สำคัญคือความเครียด วิตกกังวล โดยหากอาการต้นเหตุที่กล่าวมาหายไป ปัญหาการนอนหลับก็จะดีขึ้นเอง แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ พบว่าประชาชนที่นอนไม่หลับ ยังขาดความเข้าใจ มักจะไม่ได้คิดถึงไปที่สาเหตุ แต่จะมุ่งแก้ที่อาการ โดยก่อนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักจะหายามากินเองก่อน



 อันตรายจากการซื้อยานอนหลับกินเอง

       การซื้อยานอนหลับทานเอง พบได้ 2 ลักษณะคือใช้ยาที่ซื้อทางอินเตอร์เน็ตหรือจากร้านยา มีทั้งยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นยาประเภทฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ การตื่นของมนุษย์หรือยาทำให้นอนหลับ และอีกลักษณะหนึ่งคือขอแบ่งยานอนหลับมาจากผู้ป่วยที่รู้จักคุ้นเคย มาทดลองกิน ปัญหานี้พบได้ทั้งเขตเมืองและชนบท เพราะประชาชนเข้าใจว่ายาใช้ด้วยกันได้ แก้อาการนอนไม่หลับเหมือนกัน คาดว่าพื้นที่อื่นๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน

       การหายามากินเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเอง นอกจากใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวแล้ว ยังเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตัวเอง เนื่องจากยาแต่ละชนิดที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ และที่ใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันตามลักษณะอาการ สาเหตุและข้อบ่งชี้การใช้ ใช้ด้วยกันไม่ได้แม้ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม โดยเฉพาะหากอาการที่นอนไม่หลับเกิดมาจากความเครียด วิตกกังวล หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น จะทำให้โรคเพิ่มความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

       จากการศึกษาวิจัยพบมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว และทำให้เป็นโรคทางจิตอื่นๆ เช่นไบโพลาร์ เกิดประสาทหลอนได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสป่วยโรคทางกาย เช่นความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

       จึงขอแนะนำให้ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ทุกสิทธิการรักษา ควรรีบปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หลังจากที่รู้ตัวว่านอนไม่หลับติดต่อกันมา 2 สัปดาห์ หรือโทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จะได้ผลดีและปลอดภัย ทั้งนี้การรักษาโดยทั่วไปจะมี 3 วิธี คือรักษาที่สาเหตุที่เกี่ยวข้อง รักษาโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม และการใช้ยา จะเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้



ขอขอบคุณ
ข้อมูล :รพ.จิตเวชโคราช / นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน
ภาพ :iStock
สวัสดิการหลังให้โบนัสแล้ว ต้องมอบอะไรให้พนักงานบ้าง

 สวัสดิการหลังให้โบนัสแล้ว ต้องมอบอะไรให้พนักงานบ้าง

       ในฐานะผู้ประกอบการมนุษย์เงินเดือน คุณเองต้องรู้ว่าสิ่งใดที่ลูกน้อง หรือพนักงานต้องการอยู่เสมอ เพื่อจะได้ตอบโจทย์การทำงานของพวกเขาได้อย่างตรงจุด สร้างแรงใจ และพลังใจในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพราะคนทุกคนมาทำงานก็ย่อมอยากได้ค่าตอบแทน และสิ่งที่ดีๆ กลับไปทั้งนั้น

แน่นอนว่าโบนัสจะทำให้คุณกลายเป็นผู้บริหารที่มีแต่คนรักใคร่ และลูกน้องก็สบายใจที่จะร่วมงานด้วย แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดครับ เพราะ 6 สวัสดิการหลังโบนัสเหล่านี้เองก็เป็นสิ่งที่คุณต้องลงมือทำ เพื่อคงความมั่นคงของพนักงานให้อยู่ควบคู่กับองค์กรของคุณต่อไป

1. ปรับเงินเดือนให้
สวัสดิการหลังโบนัสอย่างแรกคงไม่มีใครนึกถึงเรื่องเงินเดือนแน่นอน เพราะพนักงานคุณเพิ่งได้โบนัสเป็นขวัญกำลังใจไป แต่คุณก็เรียกเขาเข้าไปพบ พร้อมบอกข่าวดีว่าคุณจะปรับเงินเดือนให้เขา แน่นอนว่าเป็นใครก็ตั้งตัวไม่ติด และความไม่คาดคิดนี้จะทำให้เขารักบริษัทของคุณมากขึ้น มีพลังใจในการทำงาน และกระตือรือร้นอยากทำงานกับคุณต่อไป

2. วางแผนเลื่อนตำแหน่งให้เห็นชัดเจน
นอกจากโบนัสแล้ว สวัสดิการอย่างการมองเห็นช่องทางโตอย่างเต็มที่เองก็ถือเป็นข้อดีที่พนักงานอยากได้ยินอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ว่าใครก็อยากที่จะหวังความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่การได้โบนัสแล้วก็จบไป แต่เป็นการก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างมั่นคง ซึ่งการมองเห็นช่องทางเลื่อนตำแหน่งก็จะทำให้เขาล้มเลิกความคิดจะลาออก และเริ่มต้นทำงานหนักตามกระบวนการขององค์กรคุณ

3. ให้พนักงานได้สลับสายงาน
การทำงานในรูปแบบเดิมๆ สายงานเดิมๆ อาจทำให้เกิดความซ้ำซาก จำเจ ไม่หลากหลาย พนักงานบางคนอาจคิดอยากจะเปลี่ยนสายงาน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ซึ่งคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ใครเก่งอะไร จนกว่าคุณจะให้เขาได้ลองทำ ไม่แน่ว่าคนที่ทำบัญชีมาทั้งชีวิต อาจจะเก่ง และถนัดในงานกราฟิกมากกว่าก็เป็นได้

4. เปิดโอกาสเสนอความคิด
โบนัสเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่จะรั้งพนักงานให้ทำงานได้อย่างมีความสุขตลอดไป คือ การรับฟังความคิดเห็น และพร้อมปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น การรับรู้ insight หรือข้อมูลเชิงลึกของทีมงานทุกคน ว่าต้องการอะไร ลดช่องว่างระหว่างเจ้านาย และลูกจ้างลง จะทำให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะอยู่ภายในที่เขาต้องเผชิญทุกวัน ซึ่งถ้าคุณแก้ไขมันได้ สิ่งต่างๆ ในการทำงานของทั้งคุณ และพนักงานก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกเยอะ

5. กระจายโบนัสให้มีหลายเดือน
เรื่องของโบนัสก็อย่างที่รู้ว่าทุกคนอยากได้ แต่ถ้าแจกเพียงครั้งเดียวสิ้นปี จะทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นแค่เพียงครั้งเดียว และพนักงานจะไม่มีแรงจูงใจในการทำงานต่อไประหว่างปี บางคนอาจตัดสินใจลาออกระหว่างทาง แต่ถ้าคุณควบคุมปัจจัยต่างๆ ทั้ง 4 ข้อข้างต้นให้ดี ทำสภาพแวดล้อมในองค์กรให้สดใส และมีการจ่ายโบนัสให้พนักงานปีละ 2-3 ครั้ง (แบ่งย่อยไม่จ่ายครั้งเดียว) ก็จะทำให้เขามีกำลังใจ และเหมือนเป็นการเติมเชื้อไฟไม่ให้มอดดับอยู่เรื่อยๆ นั่นเอง

6. หากิจกรรมเสริมให้พนักงานตลอดเวลา
ไม่เพียงแต่การให้เงินเดือนเพิ่ม ให้โบนัส หรือมอบเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นเท่านั้นที่พนักงานต้องการ เพราะมีคนอีกมากมายไม่น้อยที่สนใจในการเรียนรู้ เพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี อย่ากลัวว่าสักวันหนึ่งถ้าเขาเก่งเขาก็จะจากคุณไป แต่ให้คิดว่า เมื่อเขาเก่ง เขาจะทำงานให้กับคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้องค์กรของคุณยั่งยืน
แนะนำวิธีจัด"หิ้งพระ"เสริมโชคลาภ-บารมี ตรงไหนดี จุดไหนห้าม ตั้งผิดชีวิตเปลี่ยน


แนะนำวิธีจัด "หิ้งพระ" เสริมโชคลาภ-บารมี ตรงไหนดี จุดไหนห้าม ตั้งผิดชีวิตเปลี่ยน

       ทุกบ้านควรมีหิ้งพระ จะเล็กหรือใหญ่ ก็แล้วแต่ตามอัตตภาพแต่ละคน นอกจากนั้นแล้วยังมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรษ หิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามที่จะต้องจัดตั้งไว้ในบ้านนั้น ทุกท่านต้องการรู้ว่าจะจัดตำแหน่งอย่างไรให้ถูกกับดวงชะตา และจะต้องดูแลพิเศษอย่างไร หากดูแลไม่ดีแล้วสิ่งที่เป็นสิริมงคลของบ้านก็ย่อมกลายเป็นอัปมงคลไปในที่สุด

1. ควรตั้งหิ้งพระในมุมที่สงบ
ไม่ควรตั้งไว้ในมุมที่พลุกพล่านของบ้าน ไม่ควรตั้งหิ้งพระเหนือประตูซึ่งเป็นช่องทางเดินเข้า-ออก ถ้าจัดตั้งหิ้งพระในมุมที่พลุกพล่าน คนในบ้านจะมีแต่ความวุ่นวายไม่สงบสุข

2. ไม่ควรตั้งหิ้งพระที่ติดกับผนังห้องน้ำและห้องครัว
อีกทั้งไม่ควรหันองค์พระหรือหน้าบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำและห้องครัว เนื่องจากจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย เกิดเรื่องขัดแย้ง เงินทองรั่วไหล

3. หมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดอยู่เสมอ
หมั่นเช็ดทำความสะอาดองค์พระอยู่เสมอ ถ้าหากปล่อยไว้จนทำให้ฝุ่นจับ คนในบ้านจะเจ็บป่วย ทั้งนี้ควรเปลี่ยนน้ำและดอกไม้ ทุกวันพระจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ คนในบ้านจะมีความสุข

4. หลีกเลี่ยงการตั้งหิ้งพระไว้ใต้คาน
เพราะหมายถึงดวงชะตาของเจ้าของบ้านถูกกดทับและมักมีเรื่องให้ปวดหัวอยู่เสมอ

5. หากตั้งหิ้งพระบนหลังตู้ควรตั้งให้สูงกว่าศีรษะ
สำหรับใครที่พักอาศัยอยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์ เลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งหิ้งพระไว้บนหลังตู้ แต่ควรเลือกตู้ที่สูงกว่าศีรษะ จะทำให้ชีวิตพบเจอแต่ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน



       เมื่อท่านคิดจะตั้งหิ้งพระ ก็อย่าละเลยที่จะศึกษาตำราฮวงจุ้ยเสียก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วทิศที่นิยม ในการตั้งพระได้แก่ทิศเหนือ และทิศตะวันออก จะเป็นทิศที่ดี ที่จะเสริมดวงชะตา และนำมาโชคลาภ มาสู่ผู้อยู่อาศัย ตามหลักดังต่อไปนี้

1. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
ซึ่งเป็นทิศเศรษฐี จะประกอบการงานทำนาค้าขาย ใด ๆ ก็จะเจริญร่ำรวยยิ่ง ๆ เป็นที่หนึ่ง

2. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศบูรพา (ตะวันออก)
ซึ่งเป็นทิศราชา จะประกอบการงานใด ๆ ก็จะเจริญ ใหญ่โต สมความตั้งใจทุกประการ

3. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
ซซึ่งเป็นทิศปฐม ท่านว่าไม่สู้ดี ทำอะไรไม่ค่อยเจริญ ลาภผลตกต่ำพอมีพอใช้

4. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศทักษิณ (ทิศใต้)
ซึ่งเป็นทิศจัณฑาล ประกอบการงานอันใด แสนยาก ลำบาก ผลประโยชน์ลงทุนไปไม่ค่อยคุ้มค่า

5. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
ซึ่งเป็นทิศวิปะฏิสาร จะประกอบการงานอันใด มีแต่ ความเดือดร้อนยุ่งยากมาสู่ครอบครัวตลอด เพื่อบ้านเรือนเคียง

6. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศประจิม (ตะวันตก)
เป็นทิศกาลกิณี จะทำงานสิ่งใดก็เกิดลังเลใจ ไม่เป็นมงคล ระวังภัยจะเกิดกับตนร้ายแรง ถึงอัตตะวินิบาตกรรม ด้วยประการต่าง ๆ ไม่ดีเลย

7. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
ซึ่งเป็นทิศอุทธัจจะ จะทำงานสิ่งใด ผลงานก็ไม่แน่นอนจับจดรวนเรไม่ได้ผล

8. ถ้าตั้งพระพักตร์หันไปสู่ ทิศอุดร (ทิศเหนือ)
ซึ่งเป็นทิศมัชฌิมาปฏิปทา จะทำงานใด ๆ ผลงานจะอยู่ในเกณฑ์พอปานกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว


        เมื่อรู้วิธีการจัดหิ้งพระอย่างถุกต้องแล้วผู้อ่านลองนำไปปรับใช้ในบ้าน ในที่ทำงานกันดูนะครับแต่สิ่งสำคัญคือการเคารพบูชาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ พร้อมกับหมั่นทำความดีเท่านั้น สิ่งดีๆจึงจะเข้ามาในชีวิตเรา...

สาระน่ารู้ทั่วไป

loading...