รับทรัพย์เพิ่มบารมี กับ เทคนิคโต๊ะห้องทำงานตามหลักฮวงจุ้ย



รับทรัพย์เพิ่มบารมี กับ เทคนิคโต๊ะห้องทำงานตามหลักฮวงจุ้ย 
 
รับทรัพย์เพิ่มบารมสีโต๊ะห้องทำงานตามหลักฮวงจุ้ย ห้องทำงาน ถือเป็นอีกหนึ่งห้องที่เรามักใช้เวลาอยู่ในนั้นเกือบครึ่งค่อนวัน และแน่นอนว่าหลายคนล้วนต้องการสมาธิในการทำงาน นั่งทำงานท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ที่เหมาะสมต่อการใช้ความคิด ซึ่งผมคิดว่าหลายคนคงจะพอทราบกันมาบ้างแล้วว่า การจัดห้องทำงานที่ดีควรเป็นเช่นไร แต่วันนี้เราจะมาเพิ่มความพิเศษให้กับห้องทำงานด้วย "สีโต๊ะห้องทํางานตามฮวงจุ้ย" กันครับ ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ห้องทำงานแล้ว  บางทีมันอาจจะช่วยเรื่องโชคลาภ ลดอุปสรรคเรื่องหน้าที่การด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้

        ถ้าหากคุณเป็นคนๆ หนึ่ง ที่หลงไหลในศาสตร์ของหลักฮวงจุ้ยแล้ว วันนี้เรานำความรู้เรื่องสีโต๊ะทำงานตามหลักฮวงจุ้ยง่ายๆ มาฝากกัน รับรองว่าจะต้องช่วยให้ห้องทำงานของคุณดูดี ดูสวย น่าใช้งานอย่างแน่นอน

สีของโต๊ะทำงาน ตามหลักฮวงจุ้ย

1. โต๊ะทำงานสีขาว : ความเชื่อแล้วจะช่วยกระตุ้นความคิดและผ่อนคลายสมองจากความอ่อนล้าในการทำงาน แถมยังช่วยให้ห้องทำงานของเราดูกว้าง สว่างสดใสเหมาะแก่การใช้ความคิด


2. โต๊ะทำงานสีดำ : ตามหลักฮวงจุ้ยห้องทำงานแล้ว สีดำ จะช่วยปรับพลังงานต่างๆ ในห้องทำงานให้เคลื่อนไหวช้าลง ทำให้ผู้ทำงานมีความคิดที่รอบคอบและแม่นยำขึ้น


3. โต๊ะทำงานสีน้ำตาล : เพิ่มความน่าเชื่อถือและดูภูมิฐานแก่ผู้ที่ใช้ ซึ่งเราอาจซื้อโต๊ะไม้ หรือ โต๊ะลามิเนตมาใช้ตกแต่งห้องทำงานของตนเองได้

4. โต๊ะทำงานสีสว่าง : การตกแต่งห้องทำงานด้วยสีโทนสว่างจะทำให้ร่างกายของเราผ่อนคลาย แถมยังกระตุ้นการมองเห็นได้เป็นอย่างดี

5. โต๊ะทำงานสีเขียว : ใครที่กำลังเหนื่อยล้าจากงานบนโต๊ะ แนะนำให้ลองหาโต๊ะทำงานสีเขียวมาใช้แทนครับ เพราะสีเขียวจะช่วยปรับสภาวะร่างกายและจิตใจของเราให้มีความสมดุล เพิ่มสมาธิในการทํางาน หรือจะซื้อต้นไม้สักต้นมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงานก็ช่วยได้เหมือนกัน ถ้างั้นลองไปดู 5 ต้นไม้น่าตั้งบนโต๊ะทำงานในคอนโดและออฟฟิศ ดูแลง่าย ไม่เรื่องมาก กันก่อนก็ได้ครับ มีแต่ต้นน่ารักๆ ทั้งนั้นเลย






รับเขียนรีวิว ทำสื่อออนไลน์
เว็บไซต์-แฟนเพจ-กราฟิก-สอนออนไลน์ -ฝากลงบทความ
ติดต่อ
dooideas.com@gmail.com


ยิงสนั่นศาลจันทบุรี เจ็บ 3 ตาย 2 ในคดีมรดกที่ห้องบัลลังก์ 2

 

ยิงสนั่นศาลจันทบุรี เจ็บ 3 ตาย 2 ในคดีมรดกที่ห้องบัลลังก์ 2  วันที่ 12 พ.ย. ศาลนัดฟังพิพากษา ศาลจังหวัดจันทบุรี ในคดีมรดกที่ห้องบัลลังก์ 2 โดยมีคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาร่วมฟังการพิจารณา ในขณะที่รอผู้พากษาทั้งสองฝ่ายเกิดโต้เถียงกัน แล้วจู่ ๆ ชายยังไม่ทราบฝ่ายก็ชักอาวุธปืนออกมายิงฝ่ายตรงข้ามหลายนัดเป็น เหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย


 และไม่รู้สึกตัว 3 รายอาสาสมัครกู้ภัยสว่างกตัญญูถึงจุดเกิดเหตุ ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวถูกกันอยู่ภายนอกไม่อนุญาติให้เข้าไปทำข่าวแต่อย่างใด ล่าสุด ยืนยันมีผู้เสียชีวิตที่รพ. 2 รายทราบชื่อคือ นายวิจัย สุขรมย์ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล


โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยกรณีที่เกิดขึ้น เกิดในห้องพิจารณาคดี ส่วนปืน เข้าไปถึงบัลลังก์ ได้อย่างไร ต้องตรวจสอบ แต่กรณีนี้ น่าจะเกิดจากความหละหลวม

----------------------------
ที่มาข่าว springnews

 

ช่างศูนย์โตโยต้า ซิ่งรถกลับบ้านลอยกระทง แต่เสยท้าย 18 ล้อพ่วงดับ

 

ช่างศูนย์โตโยต้า ซิ่งรถกลับบ้านลอยกระทง แต่เสยท้าย 18 ล้อพ่วงดับ

ช่างศูนย์โตโยต้า – เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 11 พ.ย. พ.ต.ท.วิชาญ บุญลือ พนักงานสอบสวน สภ.พระสมุทรเจดีย์ รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ บริเวณถนนสุขสวัสดิ์ขาออกมุ่งหน้า 3 แยกพระสมุทรเจดีย์ หมู่ที่ 4 ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.อริญชัย สุวรรณโภชน์ รอง.ผกก.สอบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน บริเวณเลนขวาสุดติดเกาะกลางถนน พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ย่ามาฮ่า รุ่น R 15 สีน้ำเงิน-ขาว ทะเบียน 5 กฌ 9145 กทม. ล้มคว่ำเกยเกาะกลางถนนสภาพหน้ารถพังยับเยิน ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายนพดล มัณฑุกานนท์ อายุ 47 ปี นอนหงายเสียชีวิต สภาพศพสวมชุดหมีสีขาวคาดเทา บริษัท โตโยต้า สวมรองเทาผ้าใบเทา คอหัก เลือดไหลออกทางปากและจมูก

ห่างไปประมาณ 50 เมตร พบรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีน้ำเงิน ทะเบียนหัวพ่วง 82-2601 สมุทรปราการ ท้ายพ่วง 83-7002 สมุทรปราการ บรรทุกเหล็กแผ่นเกือบเต็มคันจอดเปิดไฟฉุกเฉิน โดยมี นายโกศล ศรีเฉลิม อายุ 38 ปี โชว์เฟอร์รถพ่วง ยืนรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำ

นายโกศล กล่าวว่า บรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทย่านลาซาลเพื่อมารับเหล็กแผ่น กระทั่งขึ้นของและรอเอกสารส่งของเสร็จ ได้ขับรถออกมาจากบริษัท ระหว่างเลี้ยวซ้ายตีโค้งออกจากโรงงานเนื่องจากเป็นรถยาวและกินพื้นที่เลี้ยวทั้งหมด 4 เลน รถที่วิ่งอยู่บนถนนได้หยุดรถรอเพื่อให้รถตนเองเลี้ยวผ่านไป
แต่รถจักรยานยนต์ขอผู้ตายได้แซกมาในเลนซ้ายสุดติดกับเกาะกลางถนน ก่อนที่จะพุ่งชนเข้าท้ายหัวพ่วงเข้าอย่างจังจนคนขับกระเด็นไปกระแทกกับขอบเกาะกลางกก่อนที่จะถูกล้อรถเบียดอัดติดจนเสียชีวิต ตนจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รีบมาช่วยเหลือ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากที่ทำงานมายังบ้าน เพื่อร่วมลอยกระทง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเห็นรถติดเยอะจึงได้พยายามขี่แซงเพื่อแซกรถติดเป็นจังหวะเดียวกับที่รถบรรทุกพ่วงกำลังเลี้ยวออกจากโรงงานพอดีจึงไม่ทันระวังพุ่งชนท้ายรถบรรทุกจนเสียชีวิต

--------------------------
ที่มาข่าวสด

ธ.ก.ส.จ่ายเงินประกันยางไปแล้วกว่า 170 ล้านบาท คาดจ่ายครบ 1.7 ล้านรายภายใน 15 พ.ย.นี้


ธ.ก.ส.จ่ายเงินประกันยางไปแล้วกว่า 170 ล้านบาท คาดจ่ายครบ 1.7 ล้านรายภายใน 15 พ.ย.นี้

      ธ.ก.ส. ลุยอัด 4.8 แสนล้าน – นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 พ.ย.2562 ธนาคารจะโอนเงินงวดแรก ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จำนวน 52,000 ราย เป็นเงิน 176 ล้านบาท ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชาวสวนยางทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดอย่างรวมกว่า 1.7 ล้านราย วงเงินรวม 23,472 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวด นอกจากนี้ ในส่วนโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562 /63 วงเงิน 20,940 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านราย ได้โอนเงินรอบที่หนึ่งไปแล้วทั้งสิ้น 349,300 ครัวเรือน เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา รวมเป็นเงินกว่า 9,411 ล้านบาท

ส่วนโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 24,810 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านครัวเรือน โอนไปแล้ว 3.99 ล้านครัวเรือน หรือ 98% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด เป็นเงิน 23,929 ล้านบาท มีเพียงเกษตรกรในภาคใต้ซึ่งฤดูกาลปลูกล่าช้ากว่าพื้นที่อื่นคาดว่าจะโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย. 2563
ขณะที่โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2562-2563 วงเงิน 13,000 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 263,107 ครัวเรือน โอนเงินรอบแรกไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 254,667 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 1,351 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 8 งวด ทุกๆ 45 วัน รวมเม็ดเงินที่ธนาคารได้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปแล้ว ทั้ง 4 โครงการ กว่า 34,600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มาตรการเป็นโครงการระยะสั้น ที่กระตุ้นราคาตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ทางธนาคารได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนช่องทางตลาดระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนในระยะยาวด้วย
นายอภิรมย์ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนจากนี้ นอกจากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ยังมีเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าของธนาคาร อีกประมาณ 4 แสนล้านบาท รวมเป็น 4.8 แสนล้านบาท ที่จะอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเม็ดเงินส่วนนี้จะสะพัดในเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มขึ้นอีก 2.5 เท่า คิดเป็นเงิน 1.2 ล้านล้านบาท ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินไว้

นายอภิรมย์ กล่าวว่า ในโอกาสที่ ธ.ก.ส. ครบรอบ 53 ปี ธนาคารจะสนับสนุนโยบาย โก กรีน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนผลิตอาหารปลอดภัย รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูก สู่การแปรรูป การจำหน่าย การเพิ่มช่องทางการตลาด การผลักดันให้สินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานรับรอง เพื่อสร้างมูลค่า และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น

“ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรปลอดภัย (แกป) 774 ราย พื้นที่ 3,649 ไร่ เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองการผลิตแบบมีส่วนร่วม (พีจีเอส) 2,569 ราย พื้นที่ 12,804 ไร่ และเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐาน ออร์แกนิก ไทยแลนด์ และมาตรฐานอื่นๆ 1,494 ราย พื้นที่ 5,736 ไร่ รวมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยทั้งสิ้น จำนวน 4,837 ราย พื้นที่ 22,189 ไร่”

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการเกษตรลูกค้าธนาคาร ผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์สู่วงกว้าง ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้สามารถส่งผลผลิต ไปสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด พร้อมกับมีแผนเชื่อมโยงชุมชน 9 แห่งในการผลิต และนำร่องโครงการ 459 บ้านไร่ ขณะเดียวกันมอบหมายให้ ธ.ก.ส. ทุกจังหวัดดำเนินโครงการ โปรเจ็กต์ เบส เพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อีก 78 โครงการ บนพื้นที่การเกษตร 126,441 ไร่
นายอภิรมย์ กล่าวว่า ในปีนี้ ธ.ก.ส. ยังเน้นดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะเร่งยกระดับธนาคารต้นไม้ 6,836 ชุมชน สู่ชุมชนไม้มีค่า เพิ่มพื้นที่ป่าได้แล้วกว่า 1,974 ชุมชน และร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันมีชุมชมเข้าร่วมแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าลี่ จ.ขอนแก่น บ้านถ้ำเสือ จ.เพชรบุรี บ้านนาซำจวง จ.หนองบัวลำภู และบ้านศรีเจริญ จ.พิษณุโลก คิดเป็นจำนวนที่กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

--------------------------------------
ที่มาข่าวสด

สุดเครียด พิษเศรษฐกิจ ทำรีสอร์ตเจ๊ง สาวหมดหนทาง ผูกคอดับ!


สุดเครียด พิษเศรษฐกิจ ทำรีสอร์ตเจ๊ง สาวหมดหนทาง ผูกคอดับ!

วันที่ 11 พ.ย. ร.ต.อ.นที คำสุข รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งมีคนผูกคอตัวเองเสียชีวิต ภายในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง พื้นที่หมู่ 11 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยแม่กื้ดหลวง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง


[X] Close
ที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตและร้านอาหารใกล้แหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้าน จากการตวรจสอบบริเวณบ้านพักชั้นเดียวติดกับด้านหลังของรีสอร์ต ภายในห้องนอนพบศพ นางอนัญญ์อร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี เจ้าของบ้าน สภาพนั่งหลังพิงฝาห้องนอน ที่ลำคอมีเชือกไนล่อนผูกติดอยู่หนึ่งเส้น ข้างศพพบสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล สีขาวนอนเฝ้าศพผู้ตายอยู่ไม่ห่าง เจ้าหน้าที่ต้องนำตัวสุนัขออกมาแล้วเข้าตรวจในห้องพักอย่างละเอียด
 
โดยบนเตียงนอนพบสมุดเล่มใหญ่มีลายมือของผู้ตายเขียนไว้ว่า “ขอฝากบอกทุกคน น้อย ขอโทษแม่และชาญ น้อยขอโทษน้องๆ ทุกๆ คน แม่ขอโทษนะ ลูกรัก น้อยขอโทษพี่อริสาด้วย ขอโทษ บอม เปิดอ่านโทรศัพท์ด้วย ขอโทษนะ นัง รักทุกคน น้อย” จากนั้นหน่วยกู้ชีพจึงนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลแม่สอด ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของญาติผู้เสียชีวิตที่เดินทางมาดูศพในที่เกิดเหตุ



นางแอ๊ว อินวงษ์ อายุ 68 ปี แม่ผู้ตายซึ่งนั่งร้องไห้จนเกือบจะเป็นลม โดยมีญาติดูแลสภาพจิตใจ ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนไม่เคยดุด่าลูกสาวสักคำ แม้ว่าทำการค้าไม่ประสบผลสำเร็จจนเป็นหนี้เป็นสินรอบตัว เนื่องจากผู้ตายไปกู้เงินมาสร้างรีสอร์ต ร้านอาหารและสระว่ายน้ำ แต่เจอพิษเศรษฐกิจจนประสบปัญหาขาดทุน ผู้ตายบ่นเครียด ซึ่งทุกคนในครอบครัวก็เข้ามาให้กำลังใจให้ต่อสู้กับปัญหา จนผู้ตายตัดสินใจผูกคอตัวเองดังกล่าว

---------------------------
ที่มาข่าวสด

สน.พญาไท เตรียมออกหมายเรียก "นัน" แก๊งล่อซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ หลังสาวลาวเข้าแจ้งความ



สน.พญาไท เตรียมออกหมายเรียก "นัน" แก๊งล่อซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ หลังสาวลาวเข้าแจ้งความ

พ.ต.อ.เจษฎา คุ้มศาสตรา ผู้กำกับการ สน.พญาไท เปิดเผยภายหลังจากวานนี้มีหญิงสาวชาวลาวเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายนัน หรือชายที่ล่อซื้อกระทงการ์ตูนลายลิขสิทธิ์จาก ด.ญ. อายุ 15 โดยหญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่าเมื่อปี 2561 เคยถูก นายนัน ล่อซื้อแก้วน้ำเก็บความเย็นและถุงใส่ลายการ์ตูนวันพีซ ต่อมาได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ย จนสุดท้ายต้องจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท ซึ่งในคดีนี้เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้เรียกหญิงสาวมาสอบปากคำอย่างละเอียดถึงขั้นตอนการสั่งซื้อ การพูดคุยเจรจา รวมทั้งพยานหลักฐานอื่นๆ

จากนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องให้ทางชุดสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อใช้ในการออกหมายเรียก นายนัน มาสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่สงสัย และหากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็อาจจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาได้ ส่วนจะมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้

ทั้งนี้ สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 1 ปีแล้ว ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงต้องพยายามเร่งค้นหาพยานหลักฐานบางส่วนที่สูญหายด้วยความรอบคอบรัดกุมมากที่สุด...

สาวใหญ่ผูกคอลาโลก เครียดเสียพนันหมดตัว-ติดหนี้บ่อน หมาเฝ้าศพจนนาทีสุดท้าย



สาวใหญ่ผูกคอลาโลก เครียดเสียพนันหมดตัว-ติดหนี้บ่อน หมาเฝ้าศพจนนาทีสุดท้าย


เมื่อเวลา 09.30 น (11 พ.ย.62) ร.ต.อ.นที คำสุข รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมกู้ชีพกู้ภัยแม่กื้ดหลวง ไปตรวจสอบเหตุคนผูกคอตายที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ใน ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก

ที่เกิดเหตุบริเวณบ้านพักชั้นเดียวหลังรีสอร์ท ภายในห้องนอนพบศพ นางน้อย (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี นอนพิงฝาในสภาพสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ที่ลำคอมีเชือกไนล่อนผูกติดอยู่ ข้างศพมีสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล สีน้ำตาล นอนเฝ้าไม่ห่าง เจ้าหน้าที่ต้องนำตัวออกมา บนเตียงนอนพบสมุดเล่มใหญ่มีลายมือของผู้ตายเขียนขอโทษแม่ ขอโทษคนในครอบครัว และบอกรักลูก

แม่แอ๊ว อายุ 68 ปี ผู้เป็นแม่ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด บอกว่าไม่เคยดุด่าลูกสักคำ แม้ว่าทำการค้าไม่ประสบผลสำเร็จเป็นหนี้เป็นสิน ไปกู้เงินมาสร้างรีสอร์ท ร้านอาหาร สระว่ายน้ำและโต๊ะสนุ๊ก จนหลังสุดไปติดการพนันที่บ่อนฝั่งเมียนมา จนหมดเนื้อหมดตัว ล่าสุดรับปากกับแม่ว่าจะไม่ไปอีกแล้ว แต่มีความเครียดซึมเศร้าเพราะถูกตามทวงหนี้ ล่าสุดนำรถไปจำนำที่บ่อนยังไม่ได้ถ่ายถอนออกมา
ขณะที่นายเจษฎา อายุ 42 ปี น้องชายผู้ตายบอกว่าช่วงเช้าโทรมาหาพี่สาวแต่ไม่ยอมรับสายจึงเดินทางมาหาพบว่าประตูห้องปิดไปแง้มดูที่หน้าต่าง ก็พบภาพพี่สาวใช้เชือกแขวนกับลูกกรงเหล็กหน้าต่าง จึงใช้มีดตัดเชือกจนขาดและพังห้องเข้าไปดูก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว

นอกจากนี้ยังพบภาพน่าเวทนาเจ้าสุนัขพุดเดิ้ลชื่อ ปิงปอง ขณะที่กู้ภัยกำลังจะห่อศพมันก็วิ่งเข้าไปหาเลียหน้าเลียตา และยังนอนหมอบข้างศพไม่ยอมห่าง เนื่องจากมันรักเจ้าของมาก ทุกวันต้องนำไปนอนบนที่นอนด้วยกันเพราะนางน้อยอยู่ตัวคนเดียว เลิกรากับสามีมาหลายปี มีบุตรเป็นชายอายุ 17 ปี เรียนอยู่มหาวิทยาลัยราชมงคลแห่งหนึ่ง