วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

คอลลาเจน คืออะไร collagen type 2 มีประโยชน์อะไร มาดูกัน!!

         พอได้ยินคำว่า คอลลาเจน เชื่อเลยว่าทุกคนต้องนึกถึง ผิวขาว ผิวใส ด้วย Collagen type 2 แต่รู้หรือไม่ว่า คอลลาเจนนั้นไม่ได้ส่งผลดีแค่ผิว แต่ยังมีดีต่อกระดูกด้วย อยากรู้ว่าคอลลาเจนมีดีอย่างไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับคอลลาเจนประเภทต่าง ๆ พร้อมประโยชน์ของคอลลาเจนกันดีกว่า

คอลลาเจน คืออะไร ?
      เอลิซ่าคอลลาเจน (ElizaCollgen) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีการรวมตัวของกรดอะมิโน (amino acid) หลายชนิดต่อกันเป็นสายยาว ที่สำคัญ ได้แก่ glycene prolene และ hydroxyprolene เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มาก ผิวหนังของมนุษย์จึงมีความยืดหยุ่น แต่นอกจากผิวหนังแล้ว ร่างกายของมนุษย์เรายังมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของ กระดูกอ่อน เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูก ข้อต่อ ขน เส้นผม รวมถึงเนื้อเยื่อทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์ยึดเกาะกัน

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย โดยคิดเป็น 25% ถึง 35% ของปริมาณโปรตีนทั้งร่างกาย



ถ้าร่างกายขาดคอลลาเจนจะเป็นอย่างไร ?

  • ผิวหนังแห้งกร้าน ไม่เต่งตึง ดูหยาบกระด้าง
  • ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูแก่ก่อนวัย
  • กระดูก และ ข้อต่อเสื่อม มีเสียงดังกร๊อบแกร๊บขณะเดินหรือลุก
  • มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว
  • ระบบไหลเวียนโลหิตเสื่อม
  • การเผาผลาญไขมันด้อยลง ทำให้อ้วนง่าย
  • สุขภาพโดยรวมไม่ดี
  • บาดแผลหายช้า
  • ผมไม่แข็งแรง ผมขาดหลุดร่วงง่าย
ในปัจจุบันมีการนำคอลลาเจนมาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับด้านความสวยความงาม และเพื่อดูแลรักษาสุขภาพ เพราะด้วยความที่ยิ่งมนุษย์อายุมากขึ้น คอลลาเจนในร่างกายก็ยิ่งลดลง ดังนั้นคอลลาเจนจึงมักถูกขายในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและ เอลิซ่าคอลลาเจน Elizacollagen ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน ชนิดผง ดื่มง่าย กลิ่นไม่รุนแรง ชงง่ายละลายน้ำได้เร็ว ลองหาซื้อได้ตามตัวเเทนจำหน่าย หรือ เข้าไปเช็คได้ที่เว็บไซต์ http://www.elizacollagen.com
 
 

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

เทคนิค ทำยังไงให้เพจติดหน้าแรกบน Google

      เมื่อตลาดการขายของออนไลน์ที่มีจำนวนร้านค้าเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่จะช่วยให้ร้านขายของได้ก็คือการที่ลูกค้าสามารถหาร้านของคุณเจอได้ง่ายๆ และวิธีที่ง่ายที่สุดที่ลูกค้าหลายคนใช้เพื่อค้นหาร้านค้าที่มีสินค้าที่เขาต้องการคือ “การค้นหาผ่านกูเกิล” (Google) วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้เพจร้านค้าของคุณติดอันดับสูงๆ บนเว็บไซต์กูเกิล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายของให้ร้านของคุณได้

ขั้นตอนแรก: สิ่งที่ต้องมี
1.1 ชื่อ URL ของเพจ (หรือที่ใน Facebook เขียนว่า “ที่อยู่เว็บ Facebook”)




ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อของเพจนะคะ แต่เป็นชื่อที่อยู่ในลิงก์ที่ลูกค้าสามารถกดเข้าไปเพื่อดูหน้าเพจของคุณ ถ้าคุณยังไม่มีชื่อ URL ของเพจ ให้เข้าไปที่หน้าเพจของคุณ > เกี่ยวกับ > ที่อยู่เว็บ Facebook และกรอกชื่อที่ต้องการลงไปค่ะ อ๊ะ แต่บอกนิดนึงว่าชื่อนี้ควรเป็นชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อร้านของคุณ และจะดีมากเลยถ้าเกี่ยวกับสินค้าที่คุณขาย เพราะจะช่วยให้ค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น


 1.2 เพจต้องมีการตั้งค่า “การจำกัดประเทศ” และ “การจำกัดอายุ” ให้แสดงต่อทุกคน
 




การตั้งค่าในส่วนนี้ต้องเป็นเหมือนในภาพเลยค่ะ คือเปิดให้ทุกคนเห็น ไม่มีการจำกัดประเทศ หรืออายุของคนที่จะสามารถเข้ามาชมเพจ


1.3 ลองค้นหาชื่อเพจของคุณบนกูเกิล
เปิดเว็บไซต์ Google > พิมพ์ชื่อเพจของคุณ (ไม่ใช่ชื่อ URL เพจที่เราเพิ่งตั้งกันไปเมื่อกี้นะคะ อย่างชื่อเพจของพิมเพลินก็คือ Pimploen’s Shop )


ถ้าผลการค้นหาขึ้นเพจร้านค้าของคุณก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ แต่ถ้าหากค้นหาชื่อเพจแล้วไม่พบเพจของตัวเอง คุณต้องทำตามขั้นตอนต่อไปด้วย


1.4 ทำให้กูเกิลรู้ว่าเพจของเรามีตัวตน (สำหรับคนที่ค้นหาแล้วไม่เจอเพจของตัวเองนะคะ)
– นำลิงก์เฟสบุ๊คของเรา (เช่น http://www.facebook.com/shoppimploen) ไปใส่ในคอมเมนต์ที่เราคอมเมนต์ในบล็อกหรือเว็บไซต์ดังๆ
– ถ้าคุณพ่อค้าแม่ค้ามีบล็อกของตัวเองอยู่แล้ว ก็อย่าลืมแปะลิงก์เฟสบุ๊คเข้าไปในโพสต์ด้วยนะคะ
– แต่! ไม่ต้องเอาลิงก์ไปแปะใน Facebook, Twitter, YouTube หรือเว็บอะไรก็ตามที่เป็นโซเชียลมีเดียนะคะ เพราะบอทของกูเกิลจะไม่ตามลิงก์จากเว็บจำพวกนี้ เลยจะไม่มีผลต่อการปรากฏบนกูเกิล


 
ขั้นตอนที่สอง: สิ่งที่ต้องทำ
2.1 ปรับชื่อเพจให้ตรงกับคำที่คนจะใช้ค้นหา (Keywords)


เริ่มแรก สมมติว่าคุณพ่อค้าแม่ค้าขายกล่องไปรษณีย์ ก็ลองไปค้นหาคำนี้บนกูเกิลดูค่ะ แล้วเราก็จะเห็นว่าคนส่วนมากเมื่อค้นหาคำว่า “กล่องไปรษณีย์” เขาเขียนว่าอะไรต่อบ้าง ถ้าอยากให้เพจติดหน้าแรกบนกูเกิลก็จะต้องเปลี่ยนชื่อเพจ (เช่น Pimploen’s Shop) ให้มีคำว่า “กล่องไปรษณีย์” เพราะเป็นชื่อสินค้าที่คุณขาย และเป็นคำที่คนที่ต้องการจะซื้อกล่องไปรษณีย์จะใช้ค้นหาบนกูเกิล

 

2.2 ใส่คำอธิบายให้ครบถ้วนด้วยคำที่คนจะใช้ค้นหา

เมื่อมีชื่อเพจที่ตรงกับคำที่คนจะใช้ค้นหาแล้ว ก็อย่าลืมใส่คำพวกนี้เข้าไปในส่วน “คำอธิบายย่อ” และ “คำอธิบายเต็ม” ของเพจโดยคุณอาจจะเขียนว่า “ขายกล่องไปรษณีย์ราคาถูก ส่งฟรี” หรือ “ขายกล่องไปรษณีย์ราคาโรงงาน หลายขนาด ส่งฟรีทั่วประเทศ” โดยดูจากคำที่คนส่วนใหญ่ใช้ค้นหาบนกูเกิล
 

2.3 หมั่นโพสต์บนเพจ
หลังจากปรับเปลี่ยนทุกอย่างในหน้าเพจให้ตรงกับคำที่คนใช้ค้นหาแล้ว คุณพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องหมั่นอัพเดทหน้าเพจบ่อยๆ ขยันโพสต์ ขยันตอบลูกค้า ให้เพจมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อค้าแม่ค้าต้องอย่าลืมนะคะว่ามีคนขายของออนไลน์มากมายที่กำลังพยายามทำให้ร้านค้าของตัวเองขึ้นหน้าแรกของกูเกิลอยู่เหมือนกัน

CR.เนื้อหา https://get.page365.net/365town-googleseo/

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

จับตามองเทรนด์ Digital Marketing ที่มาแรงในปี 2018


       วันนี้ดูไอเดีย dooideas.com มาพร้อมกับการคาดการณ์เทรนด์ Digital Marketing ในปี 2018 ซึ่งจะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือให้ทัน ลองมาดูกันว่าในปีหน้าที่ใกล้เข้ามาแล้ว การตลาดออนไลน์มีอะไรที่น่าจับตามองให้ดีบ้าง?



1.ราคา Facebook Ads อาจจะแพงขึ้น
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี เพราะกระแสข่าวต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับการลงโฆษณาใน Facebook มีข่าวลือเกิดขึ้นใหม่ๆ แทบทุกวัน ที่สำคัญในตอนนี้หากใครไม่ซื้อโฆษณาก็แทบไม่เห็นในหน้า News feed ไหนจะ Content ดีๆ ที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสในการเข้าถึงและ Engagement ลดลง เรื่องราคา Facebook Ads ที่อาจจะแพงขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แบรนด์ควรติดตามให้ดีๆคับ


2.คนเลิกโหลดแอพเยอะเกินความจำเป็
หลายแบรนด์เลือกทำการตลาดผ่าน Application เพื่อเพิ่ม Value ให้กับแบรนด์และเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เลือกใช้แต่ Application ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือไลฟ์สไตล์เท่านั้น ซึ่งการทำ Application ที่ไม่ได้เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าได้จริงๆ ไม่มีใครอยากโหลดแน่นอน แต่การเติบโตของ Application ในด้าน Digital Banking ในปี 2018 จะดึขึ้นสวนทางกับ Brand App อื่นๆ และการแข่งขันก็จะสูงเพิ่มขึ้นอีกด้วย


3.การกลับมาของเว็บไซต์
ในเมื่อ Platform ของ Facebook มีข้อจำกัดมากขึ้น หลายแบรนด์ก็อาจจะหันกลับไปทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ส่วนตัวมากกว่าเดิม อีกทั้ง Content ดีๆ ที่มีคุณภาพเยอะมากขึ้นทุกวัน ก็เป็นเรื่องที่น่าคาดการณ์ว่าในปี 2018 เว็บไซต์จะกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งและก็เป็นตัวหลักอีกด้วย


4.รีวิวหน้าม้าจะหมดไป
สมัยนี้ผู้บริโภครู้กันดีว่า ในแทบทุก Content มีการโฆษณาสินค้าต่างๆ การทำการตลาดแบบที่ใช้หน้าม้าหรือบล็อคเกอร์รีวิวโดยที่บิดเบือนความจริงว่ามีสปอนเซอร์อยู่เบื้องหลังจะกลายเป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายไม่แฮปปี้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่พวกเค้าอยากเห็นคือ Content ดีๆ ที่มีคุณภาพ น่าสนใจมากกว่า แม้ว่าจะมีสปอนเซอร์อยู่เบื้องหลังก็ตาม


5.Micro Influencer มาแรงมากขึ้น
อย่างที่รู้กันดีว่าในปีนี้เทรนด์ของการใช้ Influencer เพื่อให้โปรโมทธุรกิจออนไลน์มาแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายไม่ได้อยากเห็นเพียงแค่สิ่งที่แบรนด์เป็นคนเล่า แต่ต้องการให้ Influencer ที่เค้ามีความเชื่อถือเป็นคนที่รีวิวมากกว่า ซึ่งในปีหน้ามีการคาดการณ์ว่า Micro Influencer ที่มีกลุ่มเป้าหมายที่แคบลงมากกว่าน่าจะมาแรงคับ
         ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเทรนด์ที่ได้รับการคาดการณ์ว่าน่าจับตามองเกี่ยวกับ Digital Marketing ในปี 2018 ซึ่งดูไอเดียคิดว่าก็เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เราควรทำก็คือ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือให้ทัน...

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

3 ไอเท็มคนมีสิวไม่มีไม่ได้

3 ไอเท็มคนมีสิวไม่มีไม่ได้

     วันนี้ดูไอเดียมีเคล็ดลับดีๆมาฝากสาวๆ หนุ่มๆกับการดูแลใบหน้าให้ดูขาวใสไร้สิว มีอะไรกันบ้างตามไปอ่านกันเลยจ้าถ้าไม่มีเป็น


1.ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายความสะอาดเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสิว การล้างหน้าจึงต้องทำความสะอาดได้หมดจด ทั้งสิ่งสกปรกและความมัน ไม่ให้ตกค้างอุดตันรูขุมขน และที่สำคัญต้องทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน เพราะผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงทำให้อาการของสิวเป็นหนักขึ้น สาวๆอย่าลืมเน้นเรื่องการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยนกันนะค่ะ
 


2.ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่อ่อนโยน ไร้สารเคมี เหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
วิธีแก้ปัญหาสิวที่ดีที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการปรับผิวให้แข็งแรง การที่เรามีผิวที่แข็งแรง จะทำให้สิ่งสกปรก แบคทีเรียเข้าสู่ผิวเราได้ยากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ สิวเราจะลดลง ลดโอกาสเกิดสิวในอนาคตได้ เพื่อให้มีผิวที่แข็งแรงขึ้น เราเลยต้องทาครีมบำรุงปรับผิวให้แข็งแรง และผลิตภัณฑ์ที่ดีควรอ่อนโยนต่อผิวที่เป็นสิว และมาจากสารสกัดธรรมชาติ100%  เท่านั้น ที่เราแนะนำก็คือ Naracha 




คนที่เป็นสิว หรือคนที่มีรอยสิวหลายคน อาจจะไม่มั่นใจในผิวหน้า จึงมักซื้อครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิลฺโคน โดยตัวซิลิโคนนี้ ข้อดีของมันคือ กันน้ำ ปกปิดรอยสิว ผิวหมองคล้ำ ได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียของมันคือ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอุดตัน เพราะทำความสะอาดค่อนข้างยาก จึงง่ายต่อการตกค้างบนผิวหน้า ขอแนะนำว่าให้ใช้ครีมกันแดดแบบ oil-free ที่มีเนื้อครีมบางเบา และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะดีที่สุด


3.ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่อ่อนโยนต่อผิว ไร้ซิลิโคน
คนที่เป็นสิว หรือคนที่มีรอยสิวหลายคน อาจจะไม่มั่นใจในผิวหน้า จึงมักซื้อครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิลฺโคน โดยตัวซิลิโคนนี้ ข้อดีของมันคือ กันน้ำ ปกปิดรอยสิว ผิวหมองคล้ำ ได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียของมันคือ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอุดตัน เพราะทำความสะอาดค่อนข้างยาก จึงง่ายต่อการตกค้างบนผิวหน้า ขอแนะนำว่าให้ใช้ครีมกันแดดแบบ oil-free ที่มีเนื้อครีมบางเบา และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะดีที่สุด

     และนี่ก็เป็นเพียง3ไอเทมที่ช่วยให้หน้าที่มีสิวให้กลับมามีหน้าใสๆอีกครั้ง ส่วนใครที่ยังไม่เป็นสิวก็ควรดูแลสุขภาพผิวหน้าให้สะอาดอยู่เสมอและดูแลด้วยครีมบำรุงผิวหน้ากันด้วยนะจ้า

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาว



      พอเข้าฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องดูแลใส่ใจสุขภาพกันเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาในระหว่างวันผ่านไปท่ามกลางการทนกับสภาพอากาศหนาวเย็นกันดีกว่า สำหรับใครที่เป็นคนขี้หนาวและมักป่วยบ่อยๆ ยิ่งต้องหันมาเตรียมตัวดูแลตัวเองให้ดีอย่างยิ่งทีเดียว และวันนี้เราก็มี 5 เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวมาฝากกัน

1.สวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ และมิดชิด
หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าบางๆ สั้นๆ ของเทรนด์หน้าร้อนไปก่อนนะคะ หนาวนี้ให้งัดเอาเสื้อคลุมแขนยาวและกางเกงขายาวเนื้อผ้าหนาๆ มาใส่ดีกว่า สำหรับมือที่มักเย็นเจี๊ยบง่ายตลอดเวลาก็ควรสวมถุงมือถุงเท้าด้วยเช่นกัน กรณีหนาวมาก อาจจะเสริมทั้งหมวกไหมพรมและผ้าพันคอด้วยก็ได้เมื่อร่างกายอบอุ่น อากาศหนาวก็ยากที่จะเล่นงานเราให้ป่วยง่ายได้แล้วล่ะ

2.กินอาหารที่มีประโยชน์
วิธีการป้องกันหวัดที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกายแข็งแรงจากอาหาร เพื่อจะได้ต่อต้านโรคหวัดในช่วงหน้าหนาว สำหรับอาหารการกินนั้นควรหันมาเน้นกินผักผลไม้ให้มากๆ ค่ะ เพราะผักผลไม้จะอุดมด้วยวิตามินหลากหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซีที่มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงและป้องกันโรคหวัดได้ผล แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

3.ดื่มน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ
ระหว่างวันร่างกายของคนเราก็จำเป็นต้องได้รับน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ และจะได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณเช่นกัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นค่ะ เพราะน้ำเย็นอาจจะยิ่งทำให้ร่างกายต้องปรับสภาพในตัวเองอย่างหนัก เพื่อปรับให้อุณหภูมิภายในกลับมาอุ่นคงที่ปกติ แถมใครที่ป่วยเป็นหวัดอยู่ดื่มน้ำเย็นอาการหวัดก็จะยิ่งหายช้าอีกด้วย ดังนั้น แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นจะดีกว่า โดยหมั่นจิบน้ำอุ่นตลอดวันและก่อนนอนก็อาจจะดื่มนมอุ่นๆ สักแก้ว จะได้ช่วยให้คุณนอนหลับสบายตลอดเช้า และเมื่อเรานอนพักผ่อนเพียงพอร่างกายจะได้แข็งแรงด้วยนั่นเอง

4.ออกกำลังกายอยู่เสมอ
อาจจะตื่นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือเดินรับไอแดดช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างความอบอุ่นภายใน หรือหากไม่มีเวลาจะหาเวลามาออกกำลังกายให้ได้เหงื่อในตอนเย็นแทนก็ได้ค่ะ นอกจากร่างกายอบอุ่น บรรเทาความหนาวได้แล้ว ยังส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นด้วย

5.อาบน้ำอุ่นจะดีกว่า
เพราะหน้าหนาวร่างกายของเราจะต้องอบอุ่นอยู่ตลอดเวลาจึงจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย ดังนั้น เราจึงควรเลือกอาบน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น เพื่อช่วยถนอมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ปกติและยังช่วยบรรเทาความหนาวเย็นได้ดีอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำงานเป็นสุขด้วย "สติ-สมาธิ" สติมาปัญญาเกิด ทำงานก็มีความสุข


        อารมณ์เครียด อารมณ์แปรปรวน อารมณ์ทุกข์ อารมณ์ไม่พอใจ รวมถึงการขาดสมาธิในการทำงาน ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่คนทำงาน เพราะมีการแข่งขัน มีความจำทน ซึ่งต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และการต้องพบปะทำงานกับผู้คนหลากหลาย และบ่อยครั้งเมื่อประสบปัญหาแล้วก็จับต้นชนปลายไม่ถูก นำมาซึ่งความเครียดความหงุดหงิด แต่สิ่ง เหล่านี้ จะไม่สามารถทำอะไรจิตใจเราได้เลย หากเรามีสติและสมาธิ มาเรียนรู้วิธีฝึกสติสมาธิเพื่อควบคุมอารมณ์และการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกัน

ความคิดว้าวุ่นอะไรบ้างในวัยคนทํางาน
ซึ่งหากเราลองสืบค้นต้นตอดีๆ จะพบว่าปัญหาทั้งหลายล้วนมาจากต้นตอเดียวคือ “การพบกับสิ่งที่ไม่พอใจหรือสิ่งที่พบไม่เป็นดั่งใจหวัง” แล้วจึงเกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นในใจต่อมา เช่น ความหงุดหงิด ความโกรธ ความผิดหวัง ความน้อยใจ หรือความเครียด เป็นต้น แต่หากเรามีสติ ตระหนักรู้ทันความคิดแง่ลบของเรา เราก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึก และปล่อยวางลงได้ความคิดว้าวุ่นอะไรบ้างในวัยคนทํางาน “ทําไมฉันไม่มีเหมือนเขา” เป็นต้น “ฉันควรจะทําได้ดีกว่านี้” “ทําไมหัวหน้าทําอย่างนั้น” “ทําไมคนนั้นถึงไม่ทําแบบนี้”

เมื่อมีสติ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
1. สติทำให้เรารู้ตัวเรา
สติเป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทํางานนั้นเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นมากขึ้น หากยิ่งมีตําแหน่งเป็นหัวหน้างานด้วยแล้ว การฝึกสติสมาธิจะทําให้เราเข้าใจตนเองได้มากขึ้น เช่น รู้ว่าจิตใจเรากําลังขุ่นมัว รู้ว่าตัวเองกําลังทุกข์ เมื่อรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เรามองทุกปัญหาในเชิงบวกมากขึ้น เป็นต้น

2. สติทําให้รู้ทันการเปลี่ยนแปลง
ทุกปัญหาในชีวิตการงานล้วนมาจากรากเดียวกันคือ เมื่อเราพยายามจัดความจริงให้เป็นไปตามใจเรา เช่น อยากให้เพื่อนร่วมงานพูดจาดีกว่านี้ หรืออยากได้เงินเดือนมากกว่านี้ ฯลฯ ทุกความคาดหวังย่อมพาไปพบกับความผิดหวังได้ แต่หากเราจัดการตนเองให้เข้ากับความเป็นจริงได้อย่างมีสติ เรารู้เท่าทันจิตใจของเราในทุกวัน เราก็จะรู้จักปล่อยวางและยอมรับที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างกลมกลืนสอดคล้อง จิตใจเราก็จะสงบ ไม่เรียกร้องและไม่อึดอัด

การฝึกสติและสมาธิเป็นประจําสม่ำเสมอทุกวัน
โดยการนั่งสมาธิวันละ 10-30 นาที จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเรา ดังนี้
1.เราสามารถควบคุมการทํางานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น
2.สมองส่วนต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
4.มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในมุมมองต่อโลกและการดําเนินชีวิต
5.เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
6.ตระหนักรู้ตัวเองและสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
7.ควบคุมความกลัวได้ดี ทําให้มีความกล้ามากขึ้น
8.มีคุณธรรม มีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

สรุปคือ การพัฒนาจิตโดยการฝึกสติและสมาธิส่งผลต่อสมองโดยตรง จะช่วยให้สมองส่วนหน้าพัฒนามากขึ้น และแม้ว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองส่วนนี้ก็ยังสามารถพัฒนาให้ทํางานดีขึ้นได้

เราสามารถฝึกสมาธิง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. ฝึกหยุดความคิดด้วยการตามรู้ลมหายใจ
คือการฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ลักษณะเหมือนกับที่เราเอาหลังมือรองลมหายใจ แต่ที่ปลายจมูกจะมีประสาทรับรู้ความรู้สึกน้อยกว่าและเบากว่ามาก จะรับรู้ได้จึงต้องหยุดความคิดทั้งมวล
เริ่มแรก ให้ลองหลับตา แล้วหายใจเข้าออกยาวสัก 4-5 รอบ มุ่งความสนใจไปรับรู้ลมหายใจที่ปลายจมูก เมื่อหาพบแล้วให้สังเกตว่าความรู้สึกข้างไหนชัดกว่า แล้วสังเกตลมหายใจข้างที่ชัดกว่านั้นเพียงข้างเดียวไปเรื่อยๆ ด้วยการหายใจตามปกติ โดยไม่ต้องนับหรือใช้ถ้อยคําใดขั้น

2. ฝึกจัดการความคิดที่เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้จิตสงบ
เมื่อเริ่มรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกขณะหลับตาได้แล้ว เราจะพบว่าความคิดหยุดลงได้เพียงชั่วคราวแล้วจะกลับมาอีก เพราะคนเรามีสิ่งสะสมอยู่ในจิตใต้สํานึกมากมาย ดังนั้นขั้นต่อไปจึงเป็นการฝึกลมหายใจอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจเสียงและสิ่งรบกวนจากภายนอก
วิธีการ ถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็ขอแค่รู้ตัวแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจใหม่ ด้วยการหายใจเข้าออกยาวสัก 2 ครั้ง แล้วเฝ้าดูลมหายใจต่อเหมือนเดิมให้ได้สัก 3-4 นาที การผุดความคิดขึ้นเป็นระยะเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงเริ่มแรก แต่สิ่งที่เราทําได้คือไม่คิดตามเมื่อรู้ตัวว่ามีความคิดเกิดขึ้น ฝึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะสามารถปล่อยความคิดในจิตใต้สํานึกออกไปจนเบาบางลงและทําให้เรารู้ลมหายใจต่อเนื่องมากขึ้น

3. ฝึกจัดการกับความง่วงจนจิตสงบและผ่อนคลาย
สมาธิจะแน่วแน่ต้องจัดการกับความง่วง เพราะเมื่อมีสมาธิแล้วก็ควรนั่งสมาธิให้ได้อย่างน้อย 8-10 นาที แต่เมื่อความง่วงเข้ามาแทรก เราสามารถแก้ด้วยการยืดตัวตรง หายใจเข้าออกลึกๆ สัก 4-5 ลมหายใจ หรือจินตนาการเป็นหลอดไฟที่สว่างจ้าสักพักแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจให้ต่อเนื่อง หากง่วงจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นยืน เดิน ดื่มน้ำ ล้างหน้าแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อได้
เมื่อเรารู้วิธีเกิดสมาธิแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาฝึกการมีสติกัน
การฝึกสมาธิช่วยให้จิตสงบลงชั่วคราว และลดความเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใต้สํานึก แต่เมื่อออกจากสมาธิมาอยู่กับชีวิตจริง เราก็จะเริ่มสะสมอารมณ์เชิงลบและความเครียดใหม่ การจะทํางานได้อย่างสงบจึงต้องอาศัยสติเข้าช่วย ซึ่งวิธีการฝึกก็จะเหมือนกับการฝึกสมาธิ ดังนี้

1. ฝึกมีฐานสติอยู่ที่รู้ลมหายใจเล็กน้อย
โดยใช้วิธีที่เรียนรู้มาจากสมาธิคือ การรู้ลมหายใจเบาๆ ที่ปลายจมูกข้างที่รู้สึกชัดกว่า แต่รู้ไว้เพียงบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรายังต้องอยู่กับการทํางานตรงหน้า นั่นก็คือเราทํางานหรือทํากิจกรรมควบคู่ไปกับการรู้ลมหายใจ เช่น ฟัง (ได้ยินเสียงที่ได้ยิน) นั่ง (รู้ส่วนที่ร่างกายสัมผัสพื้นผิว) หรือ ยืน (รู้สัมผัสของเท้ากับพื้นและความตึงของต้นขา) เป็นต้น
ช่วงแรกๆ จะรู้สึกขัดๆ แต่เมื่อชํานาญก็จะมีสติกับอิริยาบถที่ซับซ้อนขึ้นได้ เช่น การขับรถ ซึ่งจะมีสัมผัสหลายชนิด เช่น รู้ว่าเท้าเหยียบสัมผัสคันเร่ง รู้ว่าตามองถนนหรือเหลือบมองกระจก เป็นต้น

2. ฝึกจัดการความคิดที่เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้จิตสงบ
ในชีวิตจริงเราสามารถฝึกสติไปตามกิจกรรมที่แตกต่างกันได้ ซึ่งกิจที่เราทําอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ กิจภายนอก (การทํากิจกรรมต่างๆ) และกิจภายใน (ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ)
เริ่มต้นฝึก ด้วยการเดินขึ้นลงบันได ขณะที่เดินขึ้นให้อยู่กับลมหายใจให้มากและอยู่กับความรู้สึกที่เท้าเล็กน้อย ส่วนในขณะเดินลงบันไดให้ลองฝึกสติอยู่กับเท้าที่สัมผัสพื้นให้มากและอยู่กับลมหายใจเพียงเล็กน้อย โดยไม่จับราวบันได (หากไม่ใช่ผู้สูงวัย)หรือฝึกมีสติในกิจกรรมที่ตั้งใจ เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน วิ่ง หรือออกกําลังกาย เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะใช้เวลา 10-20 นาทีที่จะฝึกให้เรามีสติโดยรู้ลมหายใจตัวเอง

เมื่อมาถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างของสมาธิกับสติว่า การฝึกสมาธิช่วยในการพักผ่อนแต่การฝึกสติใช้ในการทํางาน ทําให้เราอยู่กับงานตรงหน้าได้โดยไม่วอกแวก ในขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จัดการความเครียดที่เกิดขึ้นในจิตใจ

3. ฝึกพัฒนาสติสู่ปัญญาภายใน
เมื่อฝึกสติจนชํานาญแล้วจะช่วยให้เราจัดการกับปัญหาภายในใจที่จะสามารถปล่อยวางได้ เพราะเราเข้าใจในธรรมชาติที่ต้องเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องไปยึดติดหรือตอบโต้ สิ่งนี้จะส่งผลไปถึงสติในการทํางานร่วมกันหรือสติในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานด้วย


ขอขอบคุณ
ข้อมูล :หนังสือทำงานเป็นสุขด้วยสติสมาธิ โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ภาพ :iStock


วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ว้าว!!! มีเงินแสนก็ทำได้!! แบบบ้านทำเองสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ ทันสมัย ด้วยงบประมาณ 2 แสนบาท
 
          วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูบ้านโมเดิร์น ซึ่งราคาดังกล่าวไม่รวมค่าอุปกรณ์ตกแต่งภายในบ้าน เป็น 2 แสนเป็นเพียงแค่ราคาตัวโครงสร้างบ้าน โดยบ้านหลังนี้เป็นของคุณ Woody Watcharawut ซึ่งเจ้าของบ้านออกแบบเองและคุมงานและทำเองเลยนะครับ ใช้ระยะเวลาทำมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน และใช้งบไปแล้วประมาณสองแสนต้น ๆ

 

ตัวบ้านหน้ากว้าง 7 ม. ยาว 10 ม. 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำแต่บ้านยังคงไม่เสร็จทั้งหมด เจ้าของบ้านไม่ค่อยมีเวลาทำ ส่วนงานที่เหลือก็จะมี งานไฟฟ้า ติดประตูอีก 4 บาน ขอน้ำ ขอไฟ และเก็บงานเล็กๆน้อยๆ อีกนิดหน่อย กะไว้ว่าต้นปีหน้าไม่เกินกุมภาคงได้เข้าอยู่ได้แล้ว นี้ขนาดยังไม่เสร็จทั้งหมดยังสวยขนาดนี้ ลองชมกันเลยค่ะ


 
 ซึ่งหลายๆคนอาจจะ งง ว่าบ้านโมเดิร์นลอฟต์คือบ้านสไตล์แบบไหนงั้นเดี๋ยวเรามาดูข้อมูลของบ้านกันเพิ่มเติมกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าเป็นบ้านยังไง นาทีนี้ เวลานี้กระแสแนวลอฟท์ มาแรงแซงทางโค้งมาก จะเห็นได้ว่า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือแม้แต่คอนโด บ้านที่พักอาศัยก็จะหันมาตกแต่งสไตล์ลอฟท์มากขึ้น

 ลอฟท์ คืออะไร ?
ย้อนกลับไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลพวงจากสงครามบ้านเรือนพังทลาย เศรษกิจล่มสลาย ทำให้เกิดการปิดกิจการมากมาย โรงงานต้องถูกปิดตัวลงหลายแห่ง ค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้านหรือที่พักอาศัยก็สูงขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดในการอาศัยอยู่ในโรงงาน หรือ โกดังนั้นร้างเหล่านั้น
 หลังจากนั้น กลุ่มคนที่เข้าไปอยู่อาศัยในโรงงาน และโกดังนั้นก็จะนำของที่มีหลงเหลือ ที่อยู่ในโรงงานมาดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ซึ่งวัตถุดิบที่จะนำมาดัดแปลงก็จะเป็น เหล็ก และ ไม้ ท่อเหล็ก ท่อประปา การเข้าไปอยู่ในโรงงาน และ โกดังแทนบ้านพักอาศัยเริ่มเป็นที่นิยม เพราะข้อดีคือเป็นที่เปิดโล่ง กว้างและพัฒนาจนกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยในแบบลอฟท์
 ส่วนประกอบของลอฟท์
จุดเด่นของสไตน์ลอฟท์ คือ “ความดิบ” เพราะเกิดจากการนำวัตถุดิบที่หลงเหลืออยู่ในโรงงานมาดัดแปลง มีอะไรเหลืออยู่ก็ต้องนำมาใช้ ทำให้เกิด “ความแปลก” ไม่จำเจ การออกแบบที่อิสระไม่ยึดติด อีกทั้งดูเรียบง่าย
 ลอฟท์ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันไม่ได้มีการอยู่อาศัยในโรงงาน หรือ โกดังเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่สเน่ห์ของลอฟท์ ยังคงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะสมัยนี้มีการตกแต่ง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้าน หรือคอนโด ในแนว สถาปัตยกรรมลอฟท์ มากขึ้น

 “สถาปัตยกรรมลอฟท์”
ไม่ได้มีบรรหยัดแน่นอนว่าทำยังไงให้ลอฟท์ แต่การตกแต่งสไตล์ลอฟมักจะนึกถึง ห้องโล่งๆ เพดานสูงๆ ปูน ปูนเปลือย ปูนขัดมัน ผนังอิฐทอญ เหล็ก ทองเหลือง ท่อประปาเหล็ก ไม้ เพดานที่ไม่มีฝ้า ลักษณะการออกแบบที่เน้นความดิบ เปิดโชว์พื้นผิดของวัสดุอย่างเต็มที่

 โคมไฟ ของแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ สำคัญยังไง
การที่เราจะแต่งบ้านให้เข้ากับสไตล์ลอฟท์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ต้องเข้ากับแนวลอฟท์ด้วย การเลือกโคมไฟ ให้เหมาะสมก็เป็นตัวช่วยที่สามารถช่วยได้เยอะมาก

 ยิ่งใช้กับหลอดไฟเอดิสัน (จะพูดถึงในบทความถัดไป) ยิ่งเข้ากันมาก โคมไฟที่ใช้หลอดไฟเอดิสันจะให้ความสว่างไม่สูง แสงจะไม่จ้าจนเกินไป สีที่ออกมาจะเป็นสีส้มช่วยดึงบรรยากาศให้ลอฟท์มากขึ้น


 ดังนั้น สไตล์การแต่งบ้านจึงเปรียบงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย อิสระในการตกแต่งและออกแบบ เน้นถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลักในการจัดการและในปัจจุบันรูปแบบ Loft เป็นหนึ่งในกลิ่นอายศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่กำลังได้รับความนิยม ส่วนใหญ่พบเห็นได้ภายในเมืองที่เต็มไปด้วยความทันสมัยนั้นเอง ทำเสร็จก็ตกแต่งได้ตามที่ชอบๆนะ



ที่มา www.Truststoreonline.com

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มองสมุนไพร กับ การรักษามะเร็งแบบวิทยาศาสตร์



       เวลามีคนพูดถึงการรักษามะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งอะไรก็ตาม ความรู้สึกแรกคือ การแพทย์แผนปัจจุบันที่รู้จักกันอยู่ รักษาไม่หาย และ ตามมาด้วยความรู้สึกอย่างที่ 2 คือ มีทางเลือกอื่นไหมที่จะช่วยให้รักษามะเร็งให้หาย โดยเฉพาะที่ได้ยินกันบ่อยๆ และ หนาหูคือ สมุนไพร และ อาหาร

สมุนไพร สามารถรักษามะเร็งได้จริงหรือไม่
สมุนไพร สามารถรักษามะเร็งได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่มักจะถูกถาม ซึ่ง ในความเป็นจริงนั้น ยารักษามะเร็งหลายชนิด มีต้นตอของสารสำคัญมาจากสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาเคมีบำบัด หรือ คีโม ที่เรารู้จักกัน เช่น ยา vincristine และ vinblastine เป็นยาที่มีสารตั้งต้นจากต้น พังพวย(Catharanthus roseus) มีการใช้ในการรักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง, ยา taxol มีสารตั้งต้นจากเปลือกของต้น Taxus cuspidata (东北红豆杉)  ซึ่งใช้รักษามะเร็งเต้านม,ยา topotecan และ irinotecan มีสารตั้งต้นจาก ต้น Camptotheca acuminateซึ่งใช้รักษามะเร็งรังไข่และมะเร็งลำไส้ ฯลฯ

ข้อแตกต่างของสมุนไพร ในความเข้าใจของคนทั่วไป กับยาเคมีบำบัดที่สกัดจากสมุนไพร ก็คือ สมุนไพร ที่ใช้กันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรเดี่ยว หรือ สมุนไพรหลายตัวที่อยู่ในตำรับยา จะมีส่วนประกอบทางเคมีของสารหลายอย่าง ที่ไม่สามารถบอกได้ว่า สารตัวใดที่มีผลต่อมะเร็งโดยตรง และ อยู่ในความเข้มข้นที่ไม่มีตัวควบคุม ทำให้ไม่ทราบประสิทธิภาพ หรือ พิษ ที่ชัดเจน ขณะที่สมุนไพรที่ได้รับการพัฒนาจนเป็นยา จะรู้ส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ และ กลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน อีกทั้งทราบถึงขนาดของยาที่อาจเป็นอันตราย และ ทราบประสิทธิภาพของยา ซึ่งได้ผ่านการศึกษาตามขั้นตอนทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และ ในคน จึงทำให้ทราบถึงวิธีการใช้ และ ข้อบ่งชี้อย่างชัดเจน

ประสิทธิภาพของสมุนไพรในการรักษามะเร็ง
การใช้สมุนไพรในการรักษามะเร็งนั้น มีข้อมูลที่อาจจะสืบค้นได้จากเอกสารต่างๆ มากมาย แต่การใช้นั้น มักจะเป็นการบอกเล่า บอกสรรพคุณ ว่ารักษามะเร็งได้หลายอย่าง โดยที่ไม่มีข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน อีกทั้งการกล่าวอ้าง จะมีการปนกันระหว่าง การรักษามะเร็งกับ การกินเพื่อป้องกันมะเร็ง หรือ ในบางครั้ง จะบอกว่า กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้มะเร็งได้ หรือ ใช้เพื่อลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษามะเร็ง

ในบรรดาคำกล่าวอ้างถึง ประสิทธิภาพของยาสมุนไพรขนานต่างๆ นั้น หากจะมีการยกข้อมูลเพื่อสนับสนุน ก็มักจะเป็นข้อมูลการศึกษาที่กระทำในสัตว์ทดลอง หรือ คน กลุ่มเล็กๆ อาจจะไม่ถึง 100 คน และการทดลองเหล่านั้น ก็มักจะบอกว่ากินแล้วไม่มีอันตราย ส่วนการทดลองว่าได้ผลกับเซลล์มะเร็งในบางการศึกษา ก็เป็นข้อมูลที่ศึกษาในแนวทางเดียวกับการพัฒนายาเคมีบำบัด แต่ข้อมูลยังไม่ดีพอที่จะนำมาใช้ในคน แต่ถูกนำมาอ้าง เพื่อใช้ในคนก่อนที่การศึกษาจะมีผลที่น่าเชื่อถือสมบูรณ์ คำกล่าวอ้างที่พบได้บ่อยมากที่สุดถึง ความดีของสมุนไพร ก็คือ คนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ชนิดนั้นชนิดนี้ คนนั้น คนนี้ กินยาสมุนไพรดังกล่าวแล้ว มีชีวิตรอดมาอีก หลายๆ ปี ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้บอกเลยว่า ผู้ป่วยรายนั้น ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายรังสี หรือ เคมีบำบัดมาก่อน หรือ ร่วมด้วยหรือเปล่า และ ถ้ามี ผลที่หายมีชีวิตรอดมาอีกหลายปี เป็นผลของการรักษาอื่นๆ หรือ เป็นผลของสมุนไพร ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบในการศึกษาว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใดบ้าง ที่กินสมุนไพรอย่างเดียว หรือ กินสมุนไพรร่วมกับการรักษาอื่น ที่โรคเป็นมากขึ้น  และ เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง  ด้วยลักษณะการนำเสนอข้อมูลอย่างนี้ ที่มีอยู่ในสื่อทั่วๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิด ถึงสรรพคุณของสมุนไพรเกินจริง


กินสมุนไพรรักษามะเร็ง มีข้อเสียหรือไม่
บางคนบอกว่า ถึงจะไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่ แต่ด้วยเป็นสมุนไพร การกินเข้าไป ก็ไม่น่าจะมีข้อเสียไม่ใช่หรือ ถ้าค่ายาไม่แพงนัก และ/หรือ มีปัญญาจ่ายค่ายาความจริงไม่เป็นเช่นนั้น การใช้ยาสมุนไพร ในการรักษามะเร็งอาจเกิดข้อเสียได้เช่นกัน อันดับแรก คือ พิษของยา การใช้สมุนไพรส่วนหนึ่งถูกใช้โดยไม่ทราบขนาดของยา เพราะสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน บางขนิดอยู่ที่ใบ บางชนิดอยู่ที่ราก บางชนิดอยู่ที่ดอก แต่การใช้สมุนไพรบ้านเรามักจะเอามารวมรวมกัน บด อัดเป็นเม็ด หรือ แคลซูล และ กินโดยไม่ทราบปริมาณที่เหมาะสม ทำให้อาจจะได้สารพิษที่ปนมา เป็นเหตุให้ ตับ ไต หรือ หัวใจเสื่อมลง

อันดับที่ 2 ข้อเสียอาจจะเกิดจากการที่มารับการรักษาด้วยสมุนไพร และ หยุด หรือ ละเลยการรักษาแผนปัจจุบันที่รู้ว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด ทำให้เปิดโอกาสให้โรคมะเร็ง โตขึ้น โอกาสลุกลามมากขึ้น โอกาสรักษาได้น้อยลง

อันดับที่ 3 คือ อาจจะมีผลกระทบต่อกัน กับการรักษาอื่นๆ ในแผนปัจจุบัน เช่น ทำให้เม็ดเลือดต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น เลือดออกง่ายขึ้น มีผลข้างเคียงของยามากขึ้น ผลการักษาลดลง จนอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ซึ่งผลกระทบนี้ จะพบได้บ่อยหากแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีการใช้ยาสมุนไพรอยู่

สมุนไพรมีความหวังสำหรับรักษามะเร็งหรือไม่
สมุนไพรเป็นความหวังสำหรับการรักษามะเร็งแน่นอน เพราะประวัติการรักษามะเร็งที่ผ่านมา ก็พบว่าได้ประโยชน์จากสมุนไพรนานาชนิด เพียงแต่การใช้สมุนไพร ควรได้รับการใช้อย่างผู้รู้ อย่างมีหลักการ และ อย่างมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง และ ทำให้ผู้ป่วยเสียประโยชน์
ในฐานะแพทย์แผนปัจจุบันที่รักษาผู้ป่วยมะเร็ง มีความหวังว่า ผู้ที่อวดอ้างสรรพคุณของสมุนไพรทั้งหลาย จะยินดีมาร่วมกันทำการศึกษาที่มีการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพ และ ข้อเสียของ สมุนไพรชนิดต่างๆ เป็นการศึกษาร่วมกัน เพื่อให้สังคมได้ทราบว่า สมุนไพรของไทย ตัวใดบ้างที่จะเป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แต่ที่ผ่านมา ไม่มีใครเลยที่ใช้สมุนไพรในการหาเลี้ยงชีพอยู่ ยินดีที่จะร่วมทำการศึกษาร่วมกัน

มองสมุนไพรกับมะเร็งอย่างมีสติ
สุดท้ายนี้ ขอให้ผู้ป่วยมะเร็ง และ ญาติ มองการใช้สมุนไพรอย่างมีสติ เพราะตลาดสมุนไพรเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล และมีแผนการทางการตลาดที่แยบยล เหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง ท่านอย่าตกเป็นเหยื่อ โดยนำตัวเองไปเสี่ยงกับสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย


รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


อ่านบทความเพิ่มเติม >>>>> SIRIRAJ E-PUBLIC LIBRARY
ขอบคุณเนื้อหาจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอขอบคุณ
ภาพ :iStock

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อาชีพ Blogger เขาหาเงินกันยังไง

       Blog การเรียนรู้สิ่งที่เราอยากจะเรียนรู้มันคือการสร้างตัวเองอย่างหนึ่ง และผมคิดว่าการเรียนรู้จากคนที่ผ่านความต้องการจากความชอบของเรา Blog คือสิ่งหนึ่งที่ผมลองศึกษาและต้องการสะสมแหล่งความรู้มาเก็บใว้อ่านเองและเผยแพร่ให้คนอื่นๆได้อ่านกันผมถึงได้รู้ว่าผมเจอเส้นทางนายตัวเองที่อยากจะเดินแล้ว นั่นคืออาชีพ Blogger ในต่างประเทศมี Blogger หลายท่านที่สามารถผลันตัวเองไปเป็นมหาเศรษฐีได้เลย แต่ประเทศไทยเท่าที่ทราบยังไม่มี เท่าไหร่ แต่อาจจะมีรายได้ หลักหมื่น หลักแสนก็มีบ้างแต่ไม่มาก

คุณจะเป็น Blogger อาชีพได้ยังไง…???

ผมคงจะไม่สามารถบอกได้ว่าคุณจะเป็น Blogger ได้หรือไม่แต่มันเริ่มต้นด้วยความรัก ความชอบ ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มันสามารถสร้างรายได้ได้ พวกเขาจึงพลันตัวมาทำเงินกับมัน ถ้าจะบอกว่าเงินมาพร้อมกับความบังเอิญ ก็คงจะไม่ผิดถ้าคุณตั้งเป้าหมายว่าอยากจะเป็นอาชีพหลักตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือเขียน โอกาสที่จะเลิกเพราะเงินไม่มาจึงมีสูงมากๆเพราะฉะนั้นอย่าไปตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีรายได้ ให้เราทำลงไปเพราะความรัก ความชอบก่อน เราจะได้มีความชอบและทำมันแบบสม่ำเสมอ

เห็นได้ชัดว่าการเป็น Blogger มันต้องแข่งขันกับความอึดและกำลังใจของตัวเองอย่างสุดขั้ว ถ้าคุณไม่สามารถมองมันให้เป็นงานอดิเรกได้ คุณก็จะไปได้ไม่ไกล แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณสามารถผลักดันตัวเองให้โดดเด่นและเนื้อหอมในหมู่สปอนเซอร์ได้ งานสบายๆรายได้สมน้ำสมเนื้อก็จะตามมาเช่นกัน (แต่ก่อนสบายๆมันเหนือย )

ประเภทและแหล่งที่มาของรายได้

  • การติดโฆษณาจากระบบโฆษณาสำเร็จรูป เช่น Adsense Yengo Nipa
  • การรับเงินค่าสปอนเซอร์จากแบรนด์ และ เอเจนซี่ ให้รีวิวสินค้าหรือบริการของพวกเขา
  • การสร้างสินค้าหรือบริการขายเอง เช่น คอร์สสัมมนา หนังสือ อีบู๊ค สินค้าประดิษฐ์ ตุ๊กตา งาน Event
  • การได้รับค่าคอมมิชชั่นจาก Affiliate ต่างๆ เช่น จองโรงแรม ขายของผ่านระบบ
  • การไปเป็นพรีเซนเตอร์ หรือ Live สดในงาน Event นั่นๆ ล่าสุด ผมเจอ Beauty Blogger ที่ไปไลฟ์สด Shop ขายสินค้าในห้าง โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินให้ด้วย
  • การได้รับของฟรีจากแบรนด์แลกกับการโปรโมท

ถ้าคุณคิดว่าแค่นั่งเขียนๆแล้วเดี๋ยวอะไรดีๆอย่างรายได้ก็จะเข้ามาเอง ผมคิดว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อมากๆ เพราะกว่าเส้นทางกว่าจะมีรายได้จากส่วนที่เป็น Blog จริงๆนั้นต้องมีความอดทนแล้วยังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอาชีพ Blogger ก็เหมือนกับนักกีฬา มันมีคนจำนวนน้อยนิดที่สามารถสร้างเงินได้อย่างมหาศาล แต่ก็มีคนอีกมากมายที่ทำงานหนักแต่ได้เงินจำนวนน้อยนิด แม้แต่บล็ฮคที่คุณคิดว่าพวกเขาทำเงินได้มาก ความจริงแล้วก็อาจจะไม่ได้มากมายอย่างที่คุณคิดเลย



วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เทรนธุรกิจน่าลงทุนปี 2018 ที่ SMEs ปรับตัวให้ทัน

     ในปี 2017 ที่กำลังจะผ่านไป เรามีเทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2018 กัน โดยเทรนด์ธุรกิจ ปี 2018 ที่ เป็นเหมือนนำมาเป็นธุรกิจนี่ดูแนวโน้มจากในปี 2017 เป็นหลัก เรามาดูกันว่า 8 เทรนด์ ธุรกิจ SMEs น่าจะเจริญเติบโตมีอะไรกันบ้าง

1. Web Design และ Development

เป็นธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือว่าเจ้าของกิจการ หากว่าลูกค้าต้องการเว็บไซต์สวยๆ เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ ทางผู้ให้บริการ SME ควรจะเปิดธุรกิจแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยท่านเจ้าของต้องรับสมัครนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือนักพัฒนาโปรแกรมที่มีฝีมือเก่ง และมีความสามารถที่ดีมาพัฒนาโปรแกรม หรือพัฒนาเว็บให้ลูกค้า รวมทั้งยังพัฒนาเว็บให้กับเจ้าของธุรกิจ SME เองได้ด้วย สำหรับเจ้าของธุรกิจ การรับพนักงานที่มีความสามารถด้านการพัฒนาเว็บไซต์ หรือออกแบบเว็บไซต์ย่อมทำเราสามารถรับงานด้านการออกแบบเว็บไซต์ได้ โดยที่ทางเจ้าของธุรกิจควรมีความรู้ด้านการเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมได้บ้างก็ยิ่งดี จะทำให้สามารถประเมินราคาค่าพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง แต่การจ่ายค่าแรงให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ต้องจ่ายให้เยอะพอสมควรเพื่อเป็นการมัดใจให้โปรแกรมเมอร์อยู่กับเจ้าของธุรกิจไปนานๆ หากว่าโปรแกรมเมอร์อยู่ได้ เจ้าของธุรกิจก็อยู่ได้

2. บริการทางด้าน SEO

สืบเนื่องจากธุรกิจส่วนมากในเวลานี้เข้าสู่หน้าเว็บไซต์เป็นส่วนมาก เพราะว่าประชาชนทั่วไปเริ่มเข้าเว็บไซต์กันมากขึ้นทั้ง ดูผ่านทาง smartphone หรือผ่านทางคอมพิวเตอร์ทำให้ธุรกิจส่วนมากต้องมีการทำให้หน้าเว็บขึ้นสู่อันดับหนึ่ง แล้วหากว่าท่านเป็นเจ้าของธุรกิจที่บริการรับทำ SEO ล่ะ  ท่านจะได้รายได้มหาศาลแน่นอน อนึ่ง SEO เป็นการทำอันดับให้หน้าเว็บหรือหน้าธุรกิจของท่านขึ้นสู่หน้าแรกของ google นั่นเอง การทำเว็บไซต์ให้อยู่ในเพจแรกของ google เป็นเรื่องสำคัญเพราะมันเป็นการเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขาย ในทุกๆธุรกิจ (สมัยนี้ธุรกิจทุกประเภทแข่งกันทั้งทางด้านออนไลน์และออฟไลน์


3. บริการรับเขียนบทความ

แน่นอนว่าเมื่อมีงานโปรโมตเว็บไซต์ การจะโปรโมตเว็บไซต์เปล่าๆ ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรก็ไม่ได้ ต้องมีบทความดังนั้น อาชีพงานเขียนบทความจะเป็นอาชีพที่บูมขึ้นมาในช่วงปี 2018 หรือปีหน้าฟ้าใหม่ที่จะถึงนี้ การเขียนบทความที่ดีควรเขียนให้มีเนื้อหาสาระ และเขียนให้ถูกหลักการของ SEO ด้วย ดังนั้นเจ้าของธุรกิจต้องเฟ้นหานักเขียนบทความที่มีคุณภาพอ่านแล้วเข้าใจง่าย ดูดีมีสาระไม่เขียนนอกประเด็น จะทำให้เจ้าของธุรกิจเปิดบริษัทรับเขียนบทความจากผู้ว่าจ้างทั่วไปได้


4. บริการรับซ่อมโทรศัพท์มือถือ

สมัยปัจจุบันที่โทรศัพท์มือถือมีผู้คนทั่วไปมาเล่นมากขึ้น แน่นอนว่าถ้าเล่นมากขึ้น โทรศัพท์ก็มีโอกาสเสียมากขึ้น หากว่าโทรศัพท์อยู่ในประกัน คนส่วนมากก็จะนำโทรศัพท์เข้าศูนย์ซ่อม(โดยที่ไม่ต้องเสียเงินอยู่แล้ว) แต่หากว่าโทรศัพท์นั้นหมดประกัน ลูกค้าก็ต้องนำโทรศัพท์เข้าสู่ร้านซ่อม ซึ่งหากว่าใครรับซ่อมโทรศัพท์มือถือหรือว่ามีทักษะด้านซ่อมโทรศัพท์แล้ว ท่านจะสามารถเปิดร้านย่อมๆได้เลย หากว่าเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ก็ให้รับสมัครพนักงานผู้รับซ่อมโทรศัพท์มือถือเข้ามาเป็นลูกน้องได้ (การรับซ่อมโทรศัพท์มือถือนั้น มีศูนย์ฝึกสอนสำหรับผู้ที่ต้องการจะซ่อมมือถือด้วย และที่สำคัญเรียนซ่อมโทรศัพท์มือถือฟรีอีกต่างหาก)

6. บริการด้านโลจิสติกส์

บริการด้านโลจิสติกส์เป็นเรื่องสำคัญ คือต้องส่งสินค้าถึงมือลูกค้าให้ไดอย่างรวดเร็ว และครบถ้วน และมีธุรกิจที่เปิดรับจ้างด้านโลจิสติกส์หลายเจ้าแล้วทั้ง kerry, การไปรษณีย์ไทย การรับจ้างส่งของส่งสินค้าที่รวดเร็วและถูกต้องจะทำให้ลูกค้ามีความประทับใจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือ พอลูกค้ามีความเชื่อถือ คราวต่อไปลูกค้าจะว่าจ้างผู้ให้บริการขนส่งสินค้าโลจิสติกส์รายนั้นๆ ต่อเนื่องและมีงานยาวแน่นอนบริการด้านนี้หากว่าผู้ประกอบการ SME มีทุนน้อย จะแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่นลำบาก เพราะว่าในเวลานี้ก็มีหลายเจ้าที่ให้บริการด้านการขนส่งทางโลจิสติกส์ ทั้ง RCL, DHL, curry แม้กระทั่ง bigc, lotus ก็ยังมีแผนกขนส่งสินค้าของตัวเองอีกด้วย

7.ผู้ให้คำปรึกษาด้านสื่อออนไลน์

ในส่วนของบางบริษัทที่ไม่ถนัดด้านงานโฆษณาธุรกิจของตนเองสามารถว่าจ้างบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านสื่อออนไลน์ได้  ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมงานด้านการพรีเซนต์งาน การโฆษณาให้บริษัทลูกค้าเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ และโดยในปัจจุบันนี้การตลาดหรือการโฆษณาธุรกิจบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องออกสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว เราสามารถผลิตสื่อออกทางโลกออนไลน์ได้  หากว่าผู้ให้บริการ SME มีนักการตลาดที่ดี รวมถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสื่อโซเชียล ทั้ง facebook, youtube,instagram, google gmail ผู้ให้บริการย่อมได้เปรียบที่ลูกค้าในนามบริษัทหรือองค์กรอาจมาขอคำปรึกษาหรือว่าจ้างให้ท่านลงโฆษณาทางสื่อโซเชียลได้ (ธุรกิจด้านนี้อาจคล้ายกับ web designer หรือ web programming แต่เทรนด์ด้านนี้จะเน้นด้านการออกแบบและลงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ อย่าสับสนกัน)

8. Fitness Training Center

ธุรกิจด้านการออกกำลังกายจริงๆ แล้วบูมมาตั้งแต่ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ว่าในปี 2018 น่าจะเป็นปีที่ธุรกิจด้านการให้บริการ fitness training center มาแรงอีกครั้ง เพราะว่าประชาชนทั่วหันมาออกกำลังกายและอยากจะมีรูปร่างที่สมส่วน มีกล้ามเนื้อที่สวยงามดังนั้นผู้ประกอบการ SME ที่มี ศูนย์ฟิตเนส รวมถึงครูผู้ให้คำปรึกษาทางด้านฟิตเนส จะสามารถทำกำไรให้ธุรกิจของท่านได้แน่  ทั้งหมดเป็นเทรนด์ที่มีการวิเคราะห์แล้วว่าปี 2018 จะรุ่งมีลูกค้ามาอุดหนุนเป็นจำนวนมากแน่นอนครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชมไอเดีย แต่งบ้านไม้ใต้ถุนสูงแบบไทย ๆ น่าอยู่มากๆ
 
      ชมไอเดีย แต่งบ้านไม้จากโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งบ้านที่เพื่อน ๆ จะได้ชมต่อไปนี้ก็คือธีรกานต์ โฮมสเตย์” 




ธีรกานต์ โฮมสเตย์ เป็นส่วนหนึ่งของบ้านพักในหมู่บ้านท่องเที่ยวบ้านนาต้นจั่นที่สุโขทัย ซึ่งจุดเด่นของหมู่บ้านนี้ก็คือบ้านพักแต่ล่ะหลังของที่นี่จะเป็นแบบบ้านไทยโบราณหรือบ้านไทยดังเดิม ที่ยังคงบรรยากาศแบบดั่งเดิมไว้ซึ่งใครที่อยากย้อนบรรยากาศอยากสัมผัสบรรยากาศบ้านไทยเดิมก็สามารถมาสัมผัสได้ที่นี่
 

เป็นบ้านไม้ยกสูงสร้างจากวัสดุไม้เป็นหลัก โครงสร้างเป็นไม้เนื้อแข็งกรุผนังด้วยไม้ไผ่สานและปูพื้นด้วยกระเบื้องซึ่งช่วยให้ดูแลรักษาง่าย ภายในบ้านแบ่งเป็นสองห้องนอนแบบแยกกัน ด้านบนมีซานบ้านกว้างขว้างแบบบ้านสมัยเดิมและตกแต่งรอบ ๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์จากของใช้ในบ้านเก่าๆ ให้อารมณ์สุดๆ

 
หน้าห้องมี “เปลไม้ไผ่” ไว้ให้นอนเล่นนั่งเล่นกับบรรยากาศสบายๆ อีกด้วย ส่วนรอบตัวบ้านก็มีการปลูกต้นไม้ดอกไม้ขนาดเล็กรวมไปถึงสมุนไพรต่างๆ ที่สามารถเก็บมาใช้ปรุงอาหารได้
  




 
ขอบคุณภาพจาก – โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย / ธีรกานต์ โฮมสเตย์
facebook.com/HomeStayBannaTonChan

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ไอเดีย ปลูกข้าวในท่อซีเมนต์ ต้นทุนต่ำ-ไม่เปลืองน้ำ ดูแลง่าย..ปลูกได้ตลอดปี

สำหรับผู้ที่มีพื้นที่ไม่ มากในการปลูกข้าว เป็นอีกทางเลือกที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง วิธีการก็ไม่ยาก ทดลองทำกันดูได้ครับ สำหรับชาวนากำลังฝึกหัดใหม่ ขั้นตอนแรก ก็ลองทำแบบง่ายๆก่อน ซึ่งมีวิธีในการปลูกหลายรูปแบบ ลองทดลองทำกันดูก่อน
                ความเป็นอยู่ของคนในเมือง ส่วนมากจะมีพื้นที่จำกัดไม่พอต่อการปลูกข้าวแบบทั่วไปได้ แต่เมื่อต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภค หากมีพื้นที่ว่างมากพอสามารถทำเป็นบ่อปูนสี่เหลี่ยมแบบถาวร ใช้ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคเองได้ รูปแบบการปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์นี้ถูกคิดค้นโดย คุณปรีชา บุญท้วม เกษตรกรจังหวัดระยอง ถึงแม้การสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อการปลูกข้าวนี้จะต้องลงทุนวัสดุอุปกรณ์ในการ สร้างอยู่บ้างแต่บ่อปลูกข้าวนี้ก็มีความคงทน แข็งแรง ลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่อยู่ได้นาน อีกทั้งใช้น้ำในการปลูกน้อย ปลูกข้าวในบ่อเพียง 3-4 บ่อ ก็สามารถปลูกข้าวเลี้ยงคนได้ 4-5 คน ให้มีข้าวพอกินตลอดทั้งปี นาบ่อ ขนาด 24 ตารางเมตร ให้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือก 50-60 กิโลกรัม

2412
       ขั้นตอนการสร้างบ่อ
  1. ปรับพื้นที่ที่จะสร้างบ่อให้เรียบ ก่ออิฐบล็อกสููง 50 เซนติเมตร ขนาด 3×4 เมตร
  2. ทำการเทปูนที่พื้นบ่อให้สูงขึ้นมา 2-3 นิ้ว ทำการฉาบให้เรียบก้นรั่ว ควรผสมปูนกับน้ำยากันซึม ฉาบด้านบนหลังเทพื้นบ่อแล้วอีก 2-3 ครั้ง เพื่อป้องกันการรั่วซึม ตรวจสอบรอยรั่วของบ่อ ถ้ามีใช้ปูนอุด
        ขั้นตอนการผสมดินและปลูกข้าว
        1.นำดินมาใส่ในบ่อให้สูง 30 เซนติเมตร นำปุ๋ยหมักชีวภาพมาใส่ 1 กำมือต่อ 1 ตารางเมตร ผสมคลุกเคล้ากัน แช่น้ำพอแฉะแช่ไว้ 2-3 วัน ปรับดินให้เสมอกันก่อนนำกล้ามาดำ
        2.นำข้าวปลูกอายุ 120 วัน มาเพาะกล้า ทำการเพาะกล้าข้าวไว้ประมาณ 15-20 วัน จึงนำมาปักดำในบ่อ ดำกล้า 3 ต้นตอ 1 กอ ดำห่างจากขอบบ่อ 3 นิ้ว แต่ละกอดำห่างกัน 8 นิ้ว

ที่มา http://www.chaoprayanews.com