22.8.61

อยากมีอาชีพเป็นนักวาดเหรอ? ลองอ่านนี่ดูก่อนสิ



เด็กหลายคนๆ มีความฝันที่อยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน อยากทำอาชีพในสิ่งที่ตนรัก ใฝ่ฝันว่าจะได้วาดรูปทุกวี่ทุกวัน แล้วจะรู้สึกมีความสุข สนุกสนานเหมือนตอนที่ตัวเองได้วาดรูปเล่นในคาบเรียน

ส่วนผู้ใหญ่หลายๆ คนไม่รู้จักอาชีพนักวาดการ์ตูน ไม่เข้าใจว่าการวาดการ์ตูนจะหารายได้เลี้ยงชีพได้อย่างไร ในใจก็เป็นห่วงลูกหลาน อยากให้ลูกหลานหาอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้ทำ
เลยได้แต่พูดคำว่า "วาดการ์ตูนมันจะนับเป็นอาชีพได้ยังไง?"

ส่วนฝ่ายเด็กก็น้อยอกน้อยใจผู้ใหญ่ ว่าทำไมไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย ขนาดเล่นเกมยังหาเงินได้ เล่นเกมให้คนดู มีรายได้จากยูทูป มีสปอนเซอร์เข้ามา ยุคนี้น่ะอะไรๆ ก็เป็นไปได้ มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วทำไมวาดรูปถึงจะเป็นอาชีพบ้างไม่ได้

ในบทความนี้ เราขอเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และเพื่อนรอบข้าง ที่อยู่ในสายอาชีพวาดรูป หรือ Digital Painting นักวาดภาพประกอบ เพื่อให้เด็กที่ฝันอยากเป็นนักวาดได้รับรู้มากขึ้นว่าอาชีพวาดรูปเค้าทำอะไรกันบ้าง ส่วนผู้ใหญ่จะได้รับรู้ข้อมูลของสายอาชีพใหม่ในศตวรรษนี้กันมากขึ้น เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เข้าใจกันมากขึ้น แต่มันคือการเล่าประสบการณ์และความคิดส่วนตัวของเรา ไม่ใช่ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นทางการได้ ยังไงก็อย่าลืมใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยนะทุกคน

เราขอแบ่งสายอาชีพนักวาดออกเป็น 3 ประเภท

1. สาย Studio

หมายถึงนักวาดที่ทำงานตามสตูดิโอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโออนิเมชั่น หรือสตูดิโอพัฒนาเกม คือเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนา ซึ่งในสตูดิโอพวกนี้นักวาดจะต้องทำงานร่วมกับแผนกอื่นๆ ในสตูดิโอ เช่น แผนกปั้นโมเดล 3D แผนกอนิเมท ทำตัวละครให้เคลื่อนไหว

มีทั้งหน้าที่เราวาดภาพประกอบเป็นภาพๆ ไปเลย และออกแบบตัวละครหรือองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อใช้ในเกมต่อไป ซึ่งการออกแบบจะยากกว่าการวาดธรรมดา เพราะต้องคำนวนถึงการนำไปใช้งานต่อจริง เช่น ต้องดูว่ารายละเอียดเยอะไป จนคนเอาไปปั้นโมเดลต่อยากหรือเปล่า หรือถ้าดีไซน์แบบนี้แล้ว หากตัวละครเคลื่อนไหวแล้วจะเป็นยังไง ต้องคิดเผื่อเอาไว้ด้วย

สายสตูดิโอต้องทำงานกันเป็นทีมเสมอ เพราะฉะนั้นการพูดคุยประสานงานระหว่างคนในกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก จากการสังเกตของเรา นักวาดสายสตูดิโอจะได้รับบรรยากาศความเป็นกันเองจากเพื่อนร่วมงานสูง เพราะงานสายนี้ไม่นิยมแบ่งชนชั้นตำแหน่งอะไรกันเท่าไร ทำงานด้วยกันเหมือนพี่น้องมากกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มทีมทำงานที่ขนาดไม่ใหญ่มากนักด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบสตูดิโอส่วนใหญ่ในไทย ข้อดีของการทำงานทีมเล็กๆ คือสนิทสนมกันได้เร็ว แต่ข้อเสียคือ ตำแหน่งที่เปิดรับจะมีไม่มาก เพราะสตูดิโอในไทยไม่ได้ใหญ่แบบพวกดียนี่ย์ จึงมีตำแหน่งเปิดรับคนได้อย่างจำกัด ซึ่งไม่สัมพันธ์กับจำนวนนักศึกษา ที่จบใหม่เป็นจำนวนมากในแต่ละปี

2. สาย Factory

หรือการวาดงานแบบสายพานโรงงาน สายนี้เรามีประสบการณ์ตรง เพราะเราเคยทำงานเป็นนักวาดในสายนี้มาก่อน เพราะงั้นจะเขียนยาวสักหน่อยนะ 555

สาย Factory จะเน้นการผลิตให้ได้ปริมาณแบบมหาศาล โดยเน้นการรับงานตามสั่งจากลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งบริษัทที่เราเคยทำงานสาย Factory นี้ เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มาเปิดสาขาในไทย รับงานมาจากบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะมีตัวกลางระหว่างบริษัทเรากับบริษัทลูกค้าอยู่หลายต่อพอสมควร เพราะค่าตอบแทนโดนหักหลายทอดจนตกมาถึงเราน้อยเหลือเกิน

งานสาย Factory จะมีกฎเกณฑ์หลักๆ คือ คุณต้องวาดสไตล์ให้เหมือนแบบต้นฉบับของลูกค้า เพราะฉะนั้น เก็บเอกลักษณ์ของตัวเองใส่กล่องไว้ที่บ้านก่อนนะ แล้วค่อยหอบตัวเองมาทำงาน ถ้าสไตล์งานของลูกค้า มันใกล้เคียงและเป็นสไตล์ที่คุณชอบวาดอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องปรับตัวมาก วาดสบายๆ ไป แต่ถ้าสไตล์ของลูกค้ามันต่างจากสไตล์ที่คุณชอบวาดมากๆ ก็จะปรับลำบากหน่อย แต่โดยส่วนมาก บริษัทประเภทนี้ มักจะรับคน โดยดูจากพอร์ตของนักวาดที่มีสไตล์ใกล้เคียงกับงานของลูกค้าเจ้าประจำอยู่บ้างพอสมควร แล้วที่เหลือค่อยมาดัดมาเทรนกันเพิ่มอีกที อย่างเช่น ลูกค้าบริษัทนี้เป็นเกมสไตล์น่ารักแบ๊วๆ เค้าก็ไม่รับคนที่วาดงานสายดาร์กๆ มาทำงาน เค้าก็จะรับคนที่ชอบวาดอะไรแบ๊วๆ มาทำงานมากกว่า

บริษัทงานสาย Factory จะชอบคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงสไตล์ภาพวาดตัวเองได้หลายๆ แนวเพราะงานสาย Factory คือ คุณไปเป็นนักวาดเงา วาดงานให้สไตล์เหมือนของเขา เค้าไม่ต้องการลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณ เค้าต้องการคนที่ก้อปวาดสไตล์ต้นแบบได้ และทำคุณภาพของภาพวาดได้ดีตามมาตรฐานของเค้า

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยถูกล้อว่า "วาดเหมือน...เลยอะ วาดไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเองเลย" อย่าเศร้าไปเลย เพราะยังมีที่ๆ ต้องการคนที่วาดลอกสไตล์แบบเก่งๆ อยู่ ซึ่งไอ้การลอกสไตล์ลายเส้นเนี่ย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ดีนะ สำหรับเรา เราว่ามันยากนะ กับการวาดสไตล์ให้ได้เหมือนพวกนักวาดระดับปรมาจารย์ ถ้าสกิลไม่ได้ใกล้เคียงปรมาจารย์คนนั้น วาดให้ตายยังไงสไตล์ก็ไม่ใกล้เคียงเค้าหรอก 555 แถมต้องรู้จักสังเกตเทคนิคและเอกลักษณ์การวาด จากสไตล์ลายเส้นแบบต่างๆ ให้ได้อีกด้วย ซึ่งของแบบนี้ ถ้าไม่มีเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ก็มองไม่ออกหรอก ถ้ามองไม่ออก แล้วจะก้อปเส้นเค้าได้ไง จริงมั้ย?

จากที่เราสังเกต งานวาดสาย Factory ในไทยมักจะเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น รับงานจากญี่ปุ่น แต่จ้างคนไทยซึ่งเป็นประเทศที่ค่าครองชีพถูกทำงานให้

เราเคยได้ยินมาว่า หลังๆ พวกแรงงานจีนค่าแรงถูกกว่าไทย พวกลูกค้าญี่ปุ่นเลยเริ่มสนใจจะไปจ้างพวกคนจีน เราเคยได้ยินว่า บริษัทที่เราเคยทำงานด้วย เค้าบอกว่าค่าแรงที่ลูกค้าต้องจ่ายให้ไทย มันเยอะกว่าต้องจ่ายให้จีน ที่ลูกค้าจ้างไทยทุกวันนี้ เพราะเห็นเป็นคู่ค้าเก่าแก่กันมากนาน เหมือนบริษัทเองกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอสมควร กลัวจะเสียลูกค้าไป เพราะต้องแข่งเรื่องค่าแรงกับจีนนี่แหละ มิน่า ค่าแรงต่อรูปที่วาดของเรามันถึงได้น้อยซะขนาดนั้น -*-

แต่ไอ้ที่เราบ่นเรื่องค่าแรงบ่อยๆ นี่ ไม่ใช่ว่ามันจะได้เงินน้อยอะไรนะ เพราะถ้าคุณมีความสามารถในการปั่นงาน "เร็วระดับพระกาศ" ได้ คุณจะได้เงินเยอะเลยทีเดียว บริษัทจะจ่ายค่าแรงโดยคิดเป็นต่อชิ้นงาน แล้วจ่ายค่าแรงรวมยอดให้เป็นรายเดือนเหมือนเงินเดือน ซึ่งบางคนก็สามารถทำเงินได้สูดสุดถึงประมาณ 25,000 ต่อเดือนเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ปั่นงานได้ช้า รายได้ที่ได้ก็อาจจจะไม่พอเลี้ยงชีพเท่าไร....อย่างเราเนี่ย 555

แน่นอนว่า สำหรับงานสาย Factory นี้ คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมการผลิตญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ น่าจะเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว คุณอาจได้เป็นส่วนหนึ่งของเกมจากค่ายเกมชื่อดังก็เป็นได้ แต่คุณจะเอาไปโม้ให้ใครฟังมากไม่ได้หรอก เพราะด้วยความที่เป็นนักวาดเงา จึงไม่แสดงตัวว่าเป็นผู้สร้างได้ เผลอๆ ทั้งทีมงานทั้งทีมบริษัทก็ต้องหลบอยู่ในเงามืด เพราะเราเป็นนักวาดทำรับงานจากอีกทอดของอีกทอด และอีกทอดๆ เพราะเหมือนเราเป็นลูกมือของลูกมือเค้าอีกที จากที่เราสังเกตนะ เหมือนแบบทีมญี่ปุ่นที่รับงานจากบริษัทเจ้าของเกมเค้าทำไม่ทัน เลยมาจ้างพวกไกจินที่ไทยมาอีกทอดหนึ่ง มิน่างานบางตัวเอาด๊วนด่วนยังกับรถไฟชิงกันเซน แหม่...

จากประสบการณ์ที่เราเคยทำงานวาดสาย Factory กับญี่ปุ่น คือคุณเคยได้ยินใช่มั้ย ว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนละเอียด เพราะงั้นตอนตรวจงานเลยละเอียดม๊ากกกกกกกกกกกก!!! ภาพที่แสดงผลในเกมแค่ 300px พี่แกเล่นตรวจซูมซะ 10000% ได้มั้ง คือมันเป็นงานไฟล์ Vector ไงแกร มันซูมเท่าไรก็ได้ คนตรวจงานก็บ้าจี้ตรวจซูมกันให้ถึงรากขน บอกว่าให้ใส่รายละเอียดพื้นผิวผ้ายีนส์เพิ่มด้วย...ภาพเห็นในเกมนิดเดียว ใส่ texture ไปก็ไม่มีใครเห็นแท้ๆ T-T

แล้วด้วยความละเอียดของชาวแดนปลาดิบนี้ ทำให้มักจะเจอการแก้งานไปมาหลายๆ รอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการแก้ที่จุกจิกและค่อนข้างน่ารำคาญ และมักทำให้รู้สึกหัวร้อนอยู่บ่อยๆ

แถมด้วยวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หัวหน้าคนไทยเองก็ดันไปติดมาจากคนญี่ปุ่น หัวหน้าคนไทยจึงติดความเรื่องมากมาจากยุ่นปี่ไปด้วย

ดูเผินๆ นะ เหมือนการตรวจงานหลายๆ ครั้งมันจะเป็นเรื่องดีใช่ไหม จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยนะ เพราะยิ่งแก้เยอะ งานก็ยิ่งเละ แล้วหัวหน้าคนไทยเองก็มีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นมากเลยด้วยว่า ยิ่งตรวจงานเยอะยิ่งดี เลยได้แก้ไปแก้มาเกินความจำเป็นไปมาก บางทีแก้ตามจากหัวหน้าคนไทยบอก พอส่งให้พี่ยุ่น ก็โดนให้แก้ โดยบอกให้แก้ภาพแบบที่เราเห็นได้ชัดเลยว่า บรีฟนี้มันแบบเดียวกับที่ตูวาดก่อนแก้จากหัวหน้าคนไทยนี่หว่า!

อีกเรื่องที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นเต็มๆ เลยคือ การทำ OT เพราะสังคมการทำงานของญี่ปุ่นยกย่องการทำงานหนัก ซึ่งเราคิดว่าแก้ปัญหาด้วยการนั่งทำงานให้นานขึ้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเลย เราคิดว่าการจัดระบบการทำงานให้ดีคือการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานได้ดีกว่านะ 

เพราะเราคิดว่า การทำงาน OT คือความบกพร่่องในการทำงานให้เสร็จได้ตรงตามกำหนดต่างหาก ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการขโมยเวลาชีวิตของพนักงานมาอุดรอยรั่ว เราเห็นพี่บางคนที่นั่นนะ ต้องทำงานกว่าจะได้กลับบางทีสี่ห้าทุ่ม ตึกบริษัทอื่นกลับกันไปหมดแล้ว มีแต่ออฟฟิคตรงนั้นสว่างอยู่ที่เดียว น่ากลัวจะตายชัก

สำหรับสถิติสูงที่สุดที่เราเคยได้ยินมาคือตี 2 เลยทีเดียว สำหรับการทำ OT 1-2 ชั่วโมงก็กลายเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ซึ่งวงจรชีวิตบางคนเลยกลายเป็นการกลับดึก แล้วตื่นสายมาทำงานสายแทน 555

เอ้อ แต่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามให้พนักงานทำ OT กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นเค้าเลยให้คนไทยได้ทำ OT กันเยอะขึ้นแทน เย้ๆๆ~

ไอ้ข้างบนนี่ เหมือนบ่นระบายของเราเองซะมากกว่า 555 จริงๆ แล้วบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ที่ที่เราเคยทำงานอยู่ อาจจะไม่ได้แย่ขนาดที่เราเคยเจอก็ได้นะ เอ...หรืออาจจะมีแย่กว่านี้เยอะก็ได้เนอะ ใครจะไปรู้ได้รู้ล่ะ~

เราขอเล่าประสบการณ์ จากการเคยทำงานและการได้ไปเห็นขั้นตอนการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นสาย factory ซะหน่อยละกัน ซึ่งจะแบ่งขั้นตอนได้ดังนี้

1) Rough
Rough แปลว่าการสเก็ตคร่าวๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้สเก็ตแค่เส้น แต่หมายถึงลงสีตัดเส้น ให้เป็นภาพสีเรียบร้อย แต่ยังไม่ต้องลงรายละเอียด อาจจะมีการลงแสงเงาก่อนหนึ่งชั้น และส่งให้ทางฝั่งญี่ปุ่นตรวจสอบก่อน ถ้าผ่านก็ไปขั้นตอนต่อไปได้เลย ถ้ายังไม่ผ่านก็ทำการแก้ไขและส่งกลับให้ทางนั้นดูอีกครั้ง

2) Default
เมื่อตรวจขั้นตอน Rough ผ่านแล้ว ก็ต้องมาเริ่มลงแสงเงาให้หลายชั้นมากขึ้น บางทีจะโดนบรีฟมาให้ใส่องค์ประกอบอย่างอื่นในภาพเพิ่มมาด้วยในทีเดียว ซึ่งการลงรายละเอียดในงานของทางญี่ปุ่นคือ ต้องใส่เพิ่มไปเยอะให้จนเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง Before กับ After ซึี่งแบบไอ้บางไอเท็มมันไม่อะไรจะให้ใส่รายละเอียดแล้วไง...เลยต้องแบบยัดชั้นเงาชั้นแสงให้มันทับกันเยอะๆ ใส่จนแบบไม่รู้จะใส่อะไรแล้วเนี่ย แอบรู้สึกว่าบางทีรกไปด้วยซ้ำ แต่ทางโน้นเค้าชอบนะ บอกว่าดูงานละเอียดดี ง่อว

3) ทำไฟล์สำหรับพอร์ตลงเกม/ใส่เอฟเฟคเพิ่ม
สำหรับบริษัทที่เราเคยทำงาน ขั้นตอนนี้คือให้ Save Export แยกไฟล์สำหรับไว้ลงเกมตาม pattren แต่ละเกมของลูกค้า หรือต้องวาดอะไรพิเศษเพิ่ม อย่างเช่นพวกไอคอนไอเท็ม หรือ Thumbnail ซึ่งดูเหมือนจะจบงานแล้ว ไม่ต้องทำไรมาก แต่ไอ้การวาด Extra เพิ่มเราจะได้ไม่ค่าแรงเพิ่ม เพราะมันยังอยู่ในชุดไอเท็มเดียวกับที่เราวาดไปข้างต้น เสียเวลาวาดเยอะ แต่ต้องทำใจ

ขั้นตอนการทำงานแต่ละบริษัทของญี่ปุ่นแต่ละที่จะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็แบ่งคล้ายๆ กันแบบนี้แหละ คือวาดงานให้ตรวจ วาดแบบให้เสร็จเลย ไม่ใช่สเก็ตนะ พอผ่านแล้วก็มายัดรายละเอียดเพิ่มในรูปอีกที บางที่สเต็ปการทำงานอาจเป็น 4-5 ขั้นตอนเลยทีเดียว ซึ่งขั้นตอนส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มรายละเอียดรูปทั้งนั้น ญี่ปุ่นจะเน้นให้ทำงานแบบยัดรายละเอียดในภาพเพิ่มให้ได้มากที่สุด มันถึงต้องใช้เวลาทำงานเยอะ เพราะมันมีทั้งเรื่องต้องใส่รายละเอียดภาพ และไหนจะการที่ต้องมาแก้งานในระหว่างแต่ละสเต็ปอีก

ผู้ที่อยู่รอดได้ในสายงานนี้ นอกจากจะต้องปั่นงานไวระดับพระกาฬแล้ว ยังจะต้องมีความอดทนสูงมากๆ อีกด้วยในการแก้งาน และความถึกที่จะต้องนั่งทำงานนานๆ ต่อเนื่อง บางทีชีวิตอาจจะไม่ได้ลุกไปไหนหลายชั่วโมงต่อเนื่องเลยทีเดียว แถมสุดท้ายยังต้องรับความกดดันในการโดนเลื่อนเดธไลน์ให้กระชั้นชิดเข้ามามากขึ้นให้ได้อีกด้วย

พูดถึงข้อเสียไปก็เยอะ แต่ข้อดีก็มีนะ อย่างเช่น

1. ได้ร่วมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น มันเป็นความภาคภูมิใจมากๆ เลยนะ ที่ได้เห็นภาพที่เราวาดไปอยู่ในเกมของญี่ปุ่น
2. เราจะได้รับการเทรนงานจากรุ่นพี่ที่บริษัทที่มีชั่วโมงบินสูง ซึ่งเราจะได้ทักษะการวาดที่สูงขึ้นเยอะแน่นอน
3. ด้วยจำนวนงานปริมาณมหาศาลและเร่งด่วน เหมือนบังคับให้เราต้องวาดไวขึ้น เก่งขึ้น เอาตัวรอดให้ได้โดยปริยาย
4. ได้อยู่สังคมของคนแนวเดียวกัน รสนิยมเดียวกัน คุยกันรู้เรื่องถูกคอ เพราะคนที่มาสมัครงานกับบริษัทญี่ปุ่นสายงานนี้ มักจะชอบดูอนิเม อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้ว
5. หากมีชีวิตรอดทำงานไปได้สัก 10 ปี คุณอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีม รายได้สูง เงินเดือนดี ได้รับสวัสดิการดีๆ จากบริษัทญี่ปุ่น เป็นงานประจำมั่นคงสุดๆ แต่สำหรับระดับลูกมือปฎิบัติการ เป็นพนักงานสัญญาจ้างนะจ๊ะ ปั่นงาน OT ฟรี ค่าประกันสุขภาพจ่ายเองเด้อ

3. สาย Royalty Fan

นักวาดสายนี้ คือนักวาดที่ผลิตผลงานของตัวเอง วางขาย มีสาวกแฟนคลับติดตามผลงาน และอุดหนุนซื้อผลงาน ซึ่งเป็นนักวาดที่ขายความเป็นเอกลักษณ์ในลายเส้นของตัวเอง นักวาดสายนี้จะได้เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่เลย ซึ่งรายได้ที่ได้ คือมาจากแฟนๆ ที่ติดตามผลงานแล้วสนับสนุนนักวาดด้วยการ "เปย์" นั่นเอง

หลายๆ คน อาจจะคิดว่า การหารายได้ของนักวาดที่ประสบความสำเร็จ ต้องได้ทำงานให้กับบริษัทต่างๆ อย่างเช่นวาดปกนิยายให้สำนักพิมพ์ หรือวาดภาพประกอบสำหรับการ์ดเกม หรือเกมออนไลน์ แต่นักวาดบางคน มีรายได้จากเพียงการสนับสนุนของแฟนคลับอย่างเดียวก็มี

บางทีการว่าจ้างแบบไม่ใช้งานเชิงพาณิชย์นั้น อาจจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าการจ้างงานเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ซะอีก! หากนักวาดคนนั้นมีฐานแฟนคลับที่เรียกว่ากลุ่ม Royalty Fan หรือแฟนคลับเดนตาย ที่ทุนทรัพย์หนามาก ที่ยอมเปย์หมดหน้าตัก แต่ของแบบนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้หรอกว่า จะได้เจอคนแบบนี้ที่ไหน ไอ้เรื่องความรักความหลงไหล มันไม่ใช่ของที่จะกำหนดด้วยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งกันง่ายๆ ขนาดขอพรกับยักษ์จินนี่ตะเกียงวิเศษ ยังขอให้คนอื่นมาตกหลุมรักเราไม่ได้เลย

ซึ่งนอกจากรายได้จะมาจากการว่าจ้างให้วาดภาพให้ หรือที่เรียกว่า Commission แล้ว ยังมีอีกแบบคือ การเปิดรับการสนับสนุนจากแฟนคลับ ที่เราเรียกกันว่า Donate นั่นเอง

อย่างเช่นที่เราเห็นๆ นักวาดเปิดแอคเคาท์บนเว็บ Patreon หรือที่เรียกชื่อเล่นกันว่า "ปลาทอง" นั่นแหละ ซึ่งปลาทองเป็นการเปิดรับบริจาคแบบต่อเนื่อง หรือก็คือการเป็นผู้อุปถัมถ์นักวาด อาจจะคิดเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ หรือแบบอื่นๆ แล้วแต่เจ้าของปลาทองจะกำหนด โดยแลกกับการให้แพคเก็ตตอบแทนผู้บริจาค มากน้อยตามแต่แพตเก็ตที่กดบริจาคให้ อย่างเช่นไฟล์ภาพ jpeg , psd ภาพพิเศษถอดผ้า หรือ NSFW ฯลฯ

แต่ในเว็บปลาทอง นักวาดมักให้ภาพตอบแทนผู้บริจาคประเภท 18+ ซะเป็นส่วนใหญ่ นั่นจึงทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของปลาทอง ดูเป็นเว็บขายภาพโป๊ไปพอสมควร แต่คนไม่วาดแบบ 18+ ก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มีเลย เพราะตัวเว็บปลาทองเองก็ไม่ได้เปิดให้เฉพาะนักวาดภาพเท่านั้น แต่เป็นนักสร้างสรรค์หลายๆ สาย ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง ศิลปิน และอื่นๆ อีกหลายสายอาชีพ

การ Donate อีกรูปแบบหนึ่งคือการ Donate แบบครั้งเดียวจบ ซึ่งสะดวกสบายกว่าและไม่มีข้อผูกมัด อย่างเช่นเว็บ ko-fi.com ที่กดบริจาคให้นักวาดซื้อกาแฟ (แต่เอาจริงๆ นักวาดจะเอาตังเราไปซื้ออะไรก็ไม่อาจทราบได้ 555)

อีกหนทางในการสร้างรายได้ของนักวาด แน่นอน นั่นก็คือ การผลิตผลงานของตัวเองวางขายนั่นเอง อย่างเช่น Artbook หรือโดจิน (โดจิน หมายถึง การ์ตูนพิมพ์เองขายเอง ไม่ได้ขายผ่านสำนักพิมพ์) 

เราอาจเคยได้เห็นภาพบู๊ทของนักวาดชื่อดังในงานขายโดจิน ที่มีคนยอมรอตอนแถวหลายชั่วโมงก่อนงานจะเปิดให้เข้า เพื่อให้ได้ซื้อผลงานของนักวาดคนนั้นก่อนใคร เพราะของที่ขายมักจะหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว หรือภาพบรรยากาศคิวรอต่อซื้อผลงานของนักวาดชื่อดังที่ยาวเหยียดถึงกับต้องมีป้ายบอกว่าตรงไหนท้ายแถว

แต่กว่าจะถึงจุดๆ นั้น แน่นอนว่านักวาดเหล่านี้ ใช้เวลาหลายปี ไปกับการวาดเผยแพร่ผลงานอย่างยาวนานมากๆ ที่สำคัญต้องมีความต่อเนื่องในการลงผลงานด้วย เพราะถ้าขาดความต่อเนื่องในการลงผลงาน คนก็จะลืมคุณไปได้ง่ายๆ คุณอาจจะต้องวาดให้คนอ่านฟรีไปหลายปี กว่าจะเป็นที่นิยมและมีคนรู้จักมากมาย ความสำเร็จที่ดูเหมือนง่ายๆ ที่เราเห็น แท้จริงแล้วเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ ที่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้น อาจซ่อนความพยายามอย่างหนักและยาวนานมากมาย กว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ อย่างที่เราจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว

ด้วยความที่อาจจะต้องวาดฟรีไปหลายปี ก่อนที่หากินกับอาชีพนักวาด มีแฟนคลับเปย์ให้อย่างสมใจหวัง จึงจำเป็นที่เราจะต้องมี "Sub-Class" มีอาชีพอื่น ไว้ทำมาหากินด้วย ถึงคุณจะมีความฝันแรงกล้าที่จะอยากวาดรูป แต่ถ้าท้องหิวไม่มีเงินเลี้ยงตัวเอง อย่าว่าแต่วาดรูปเลย ใช้ชีวิตจะทำอะไรก็ลำบาก เพราะฉะนั้น เรียนทักษะอื่นที่เราสนใจ สำหรับการทำมาหากินเลี้ยงชีพไว้ด้วย ซ่อมคอม ทำขนม บัญชี อะไรก็ได้ที่เราคิดว่าน่าจะทำได้ดีรองจากวาดรูป เพราะชีวิตเราจะได้ Sub-Class มาหาเงินเลี้ยงชีพ โดยที่ไม่ต้องไปพะวงว่า ตัวเองจะหาเงินจากการวาดรูปยังไง

ยังไงก็ตามแต่ หากรักจะมาสายนี้ ขอให้วาดรูปด้วยใจรักที่อยากจะวาดจริงๆ ยังไม่ต้องไปสนใจตัวเงิน เพราะถ้าถึงจุดที่มันได้ เงินมันก็จะมาตามทีหลังเอง หากวาดรูปเพียงเพราะอยากได้เงินเป็นหลัก คุณจะทำมันได้ไม่นานหรอก เพราะพอไม่เห็นเงินตามที่หวังไว้แล้วมันจะเบื่อจะท้อเปล่าๆ แป๊บเดียวก็หมดแรงแล้ว แต่ถ้าวาดรูปด้วยใจรักมันจะวาดได้เรื่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ ลงผลงานอย่างต่อเนื่องแบบไม่ต้องคิดถึงรีแอคชั่นว่าจะมีคนไลค์คนชอบอะไรมาก เพียงวาดไปเรื่อยๆ หันหลังกลับมาอีกที เราก็ไปได้ไกลจากวันก่อนๆ มามากโดยไม่รู้ตัวเองล่ะ~

อยากบอกคำแนะนำอีกอย่างหนึ่งว่า "ไม่จำเป็นต้องเรียนมหาลัยคณะสายตรงก็วาดรูปเก่งได้" เพราะเอาจริงๆ นะ คนที่วาดรูปเก่งๆ ในคณะสายตรงพวกนั้นน่ะ ก็ฝึกฝนตัวเองมานานก่อนที่จะเข้าเรียนแล้ว คนวาดรูปเก่งทุกคนที่เรารู้จัก เค้าฝึกฝนจนตัวเองเก่งก่อนเข้ามหาลัยทั้งนั้น ไม่มีใครที่เพิ่งมาเก่งโดยที่ไม่เคยฝึกฝนด้วยตัวเองมาก่อนหรอก บอกเลย ที่บางทีเห็นมหาลัยโฆษณาเคลมๆ แนวว่า มาเรียนกับเราแล้วจะวาดเก่งแบบคนนี้คนโน้น ก็ไปเอาพวกเด็กที่เก่งอยู่แล้วมาโฆษณานั่นแหละ แล้วทำให้เด็กที่ไม่รู้อะไรเคลิ้มขอพ่อแม่เข้าไปเรียน 555

อีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากบอกคือ การเรียนคอร์สฝึกวาดรูประยะสั้น จะได้ผลดีกว่าการมานั่งเรียนหลักสูตรของมหาลัย เพราะบางทีมหาลัยจะยัดวิชาที่ไม่จำเป็นต้องเรียนเข้ามา เพื่อให้เรามีหน่วยกิตให้ครบตามเกณฑ์ ซึ่งเราคิดว่า การเรียนวาดรูปเป็นคอร์สๆ ได้ความรู้เยอะกว่า เพราะเราเรียนตรงประเด็นตามที่อยากจะเรียน แถมค่าใช้จ่ายถูกกว่าเยอะ ค่าเทอมมหาลัยยิ่งเอกชนยิ่งแพงเป็นไหนๆ ก็รู้ๆ กันอยู่

แต่มหาลัยสายตรงก็มีข้อดี ตรงที่เราจะได้เจอสังคมเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ได้เจอรุ่นพี่ที่มีความสามารถ และบุคคลที่ทำงานสายนั้นโดยตรง เราเคยได้ยินว่า "Connection" หรือการรู้จักคน สำคัญมากในการทำงาน เราคิดว่าสังคมมหาลัยเป็นการทำให้เราสามารถมี Connection ที่มีคุณภาพได้ แน่นอนว่ารุ่นพี่ที่ดีที่เราจะได้ Connection ที่ดี ไม่ใช่พวกพี่ว๊ากเด็กโข่ง ที่เรียนไม่จบซักทีถึงแม้จะผ่านไปหลายปีแล้ว มาเบ่งอำนาจใส่พวกรุ่นน้อง ด้วยแค่ความที่ตัวเองหายใจอยู่บนโลกใบนี้นานกว่าหน่อย เพื่อลบความรู้สึก loser ของตัวเองไปวันๆ

ส่วนกิจกรรมในมหาลัย เข้าร่วมบ้างนะ ตามแต่โอกาส เผื่อได้รู้จักคนใหม่ๆ ได้ Connection เพิ่มเรียนอย่างเดียวใช้ชีวิตมหาลัยไม่คุ้มจริงๆ ไม่ค่อยได้อะไรด้วย นอกจากเกรดสวยๆ ที่ภายหลังเอาไปใช้ทำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร

ก็จบไปแล้ว สำหรับการเล่าประสบการณ์ นักวาด 3 ประเภท พร้อมเส้นทางของนักวาดแต่ละสายและความคิดเห็นส่วนตัวของเรา ถ้าใครมีข้อมูลตรงไหนอยากเสริมเพิ่มเติมก็บอกเราได้นะ

สุดท้ายนี้ขอให้ผู้ที่ไล่ตามความฝัน ในการเป็นนักวาดมืออาชีพทุกท่าน จงประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ มีแรงกายแรงใจทำงานไปนานๆ นะ

หรือถ้าเปลี่ยนใจว่าไม่อยากเป็นนักวาดแล้ว อย่างน้อยก็ได้ค้นพบแล้วว่า อะไรคือสิ่งที่ตัวเราคิดว่ามันไม่ใช่ แล้วจะได้เริ่มค้นหาตัวเองกันใหม่~

Previous Post
Next Post

post written by:

สาระน่ารู้ทั่วไป

loading...