17.7.61

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น?



       คำตอบมีหลากหลายขึ้นอยู่กับมุมมองความเชื่อของแต่ละคนครับผมขอแบ่งปันตามมุมมองความเชื่อของผมแบบสั้นๆ หลังจากที่ได้สููญเสียคนใกล้ชิด หลายๆท่าน แม่ พี่สาว  ญาติผู้ใหญ่ และได้สัมผัส รับรู้ ว่าทุกคนล้วนหนีไม่พ้นความตายละกันว่ารักโลภโกรธหลง เกิดแก่เจ็บตาย เรา "หนี" ไม่พ้นหนีได้แต่ได้ไม่สามารถพ้นความตายไปได้ ทุกคนที่เป็นมนุษย์ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้ เราหนีไม่ได้หลอก แต่เราจัดการและรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ยิ้มรักโลภโกรธหลงเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์และความรู้สึกหลายอย่างเป็นบาปแต่หลายอย่างเป็นสิ่งดี เช่น ความรักที่แสดงออกถึงการเสียสละทำไม่เราต้องหนีหรือละสิ่งที่ดี  สิ่งที่เราควรทำคือการตายต่อบาป-เราจะทำยังไงที่เราจะตายต่อสิ่งที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีและยังคงรักษาสิ่งที่ดีไว้   
 
เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องของความจริงในชีวิต แต่เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียวครับ ครึ่งเดียวเพราะหลายคนเน้นการหนีจากชีวิตบนโลกแต่ไม่ตระหนักว่าชีวิตยังมีอีกการเดินทางหนึ่งที่ต้องเผชิญ"ชีวิต" ของมนุษย์ประกอบไปด้วย

1.ร่างกาย
2.จิตวิญญาณ  

ชีวิตฝ่ายร่างกายก็มีและชีวิตฝ่ายวิญญานก็มีชีวิตบนโลกมีรูปลักษณ์ที่ตามองเห็นและมีอายุขัย แต่อีกชีวิตหนึ่งแตกต่างออกไป (ไม่ขอพูดถึงนะที่นี่นะครับ)

       ชีวิตบนโลกเปรียบเหมือนการหว่านพืช (การกระทำ) และ ความตายฝ่ายโลกเปรียบเหมือนประตูที่เราจะไปเก็บเกี่ยวผลในโลกฝ่ายวิญญาณ คือสิ่งที่เราหว่านการกระทำของเราบนโลกทำไม่เราต้องกลัวการมีชีวิตคือการเกิด ผมเชื่อว่าสิ่งที่เรากลัวจนเราไม่อยากเกิดมาก็คือความทุกข์ ซึ่งได้แก่ความเจ็บไข้ได้ป่วย เหน็ดเหนื่อยกับชีวิตหรือการเจ็บปวดทางอารมณ์และสิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุดคือความตายผมถามเจ้าของกระทู้นะครับว่า  ถ้าเราเกิดมาและไม่ตายมีชีวิตอยู่ตลอดไป แต่การมีชีวิตอยู่ตลอดไปแบบมีความสุข ไม่ทุกข์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย การร้องไห้เสียใจไม่มี เจ้าของกระทู้อยากเกิดมามีชีวิตในที่แบบนั้นมั้ยครับ

คำตอบของผมเป็นคำถามให้ท่านลองคิดเล่นๆดูนะครับ มีอะไรยินดีอย่างยิ่งที่จะตอบเพราะผมเองก็เคยมีคำถามในชีวิตว่าเกิดมาแล้วต้องตายแล้วเกิดมาทำไม? แต่ผมพบคำตอบแล้วและหวังว่าผู้เข้ามาอ่านบทความนี้จะพบคำตอบเช่นกัน ไปดูความคิดคนอื่นบ้าง?

หลากหลายแนวความคิดแต่ละคนไปดูกัน

เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าคนเรายังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาไม่รู้กี่หมื่นชาติ  และท้ายสุดทุกคนก็หนีไม่พ้นคือต้องชดใช้หนี้กรรมที่เราได้กระทำมาในแต่ชาติ  ซึ่งผมก็คิดว่าควรถึงแก่เวลาแล้วที่เราจะมาให้อาหารใจ,พัฒนาจิดบ้าง คือศึกษาธรรมะ หลักแห่งสัจจธรรมของธรรมชาติ  ว่าคนเราทุกคนทำอย่างไรจึงจะพ้นจากวัฏสงสารนี้ได้  คือการเวียนว่าย ตาย เกิด  จึงอยากจะเชิญชวนทุกท่านที่สนใจในการศึกษาธรรมะ  เจริญรอยตามพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่นิพพานไปแล้ว 

ในแง่ของศาสนาพุทธแล้ว การปฏิบัติตนให้พ้นจากวัฏสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิด เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า ก็ต้องผ่านการบำเพ็ญ ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมานับร้อยนับพันชาติ องค์พระอริยเจ้าต่างๆ ก็ต้องผ่านการบำเพ็ญมาหลายสิบชาติภพ ในจำนวนมนุษย์หลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ จะมีสักกี่คนที่จะสามารถหลุดพ้นได้ คงจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในบ่วงกรรมที่แต่ละคนได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจากในภพปัจจุบัน หรืออดีตชาติ  การศึกษาพระธรรม การพัฒนาจิตใจ และการกระทำความดี เป็นเรื่องจริงและเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ก็อยากจะขยายว่า ธรรมะของฆราวาส ของปุถุชนคนธรรมดาก็ เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมด้วยเหมือนกัน ในสังคมปัจจุบัน ยังต้องการคนดีๆที่เป็นคนธรรมดา อาจเป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นพนักงาน ที่เป็นคนดีและเป็นตัวจักรผลักดันให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองต่อไป เห็นใครๆก็มักว่า ปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น เพื่อนิพพาน ซึ่งความเป็นจริงเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่ถ้าใครสามารถทำได้ ก็ขออนุโมทนาด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ แต่ถ้าหากเกินกำลัง ก็ขออย่าลืมให้ศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสด้วยนะคะ ถึงแม้ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกในภพหน้า ก็คงได้เกิดในชาติภพที่ดีกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

ก็จริงอย่างที่คุณน้ำใสคิดหละครับว่าพระพุทธเจ้าหรืออริยเจ้าต่างๆ กว่าจะนิพพานได้ต้องผ่านการบำเพ็ญมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติกว่าจะบรรลุนิพพานได้  และเป็นการยากที่ปุถุชนอย่างเราจะปฏิบัติให้บรรลุนิพพาน  แต่ผมได้อ่านหนังสือธรรมะหลายเล่มได้เขียนไว้ว่า  เมื่ออดีตกาลที่ผ่านมาใครที่ต้องการหลุดพ้นจากวัฏสงสารเพื่อนิพพานแล้วต้องพลัดถิ่นกำเนิดของตนเอง เพื่อไปแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ลำบากมากๆและไม่ใช่ว่าจะหลุดพ้นได้ในชาติเดียว  ซึ่งต่างจากสมัยนี้ซึ่งเป็นยุดกัปล์สุดท้ายแล้ว  จะเห็นได้จากภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้น  ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  แต่เบื้องบนหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาเห็นว่ามีทั้งคนดีและคนไม่ดีปนกัน  ถ้าเก็บหมดก็จะไม่เป็นการยุติธรรมต่อคนดี  จึงได้ส่งเทพต่างลงมาจุติเพื่อฉุดช่วยคนดีเอาไว้  ดังนั้นสวรรค์จึงเมตตาให้เหล่าเทพต่างๆบอกความลับของสวรรค์ในการไปนิพพานก่อนแล้วค่อยบำเพ็ญ  ซึ่งต่างจากสมัยอดีตกาลที่ผ่านมา  ซึ่งคนที่จะรู้ได้นั้นต้องเป็นกษัตริย์หรือเป็นการบอกเฉพาะบุคคลคนเดียวเท่านั้นที่คัดสรรว่าเป็นคนดี   เปิดเผยให้รู้หลายคนไม่ได้เพราะเป็นความลับสวรรค์  ฉะนั้นแล้วการไปสู่นิพพานไม่ยากและไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้ครับ  ถ้าท่านไหนที่สนใจผมพอจะมีหนังสือแจกเพื่อนำไปศึกษาได้ครับ ( ขอเชิญศึกษาร่วมกันครับ )

จริงๆแล้วนิพพานคือการดับสูญไม่มีการเกิดใหม่  ผมอาจจะอธิบายไม่ชัดเจนต้องขอโทษด้วยครับ  ความหมายผมคือทุกคนสามารถนิพพานได้  แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการสะสมบุญในอดีตชาติที่ผ่านมาควบคู่กันไป  และรู้ประตูหนทางที่จิตญาณจะออกจากกายสังขารเวลาตายไปแล้ว นั่นก็จะสามารถหลุดจากการเวียน ว่าย ตาย เกิด ได้ ครับ  ส่วนศาสนาคริสต์นั้นผมเข้าใจว่าจะไม่ได้พูดถึงนิพพานเหมือนศาสนาพุทธ  แต่จะพูดถึงพระผู้เป็นเจ้า  ผมเข้าใจว่าในแต่ละศาสนามีหลักในการสอนบำเพ็ญต่างกัน  แต่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือทำความดี แล้วจะได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า  และผมคิดว่าไม่ว่าใครนับถือศาสนาใดก็แล้วแต่ถ้าทำไม่ดีก็ต้องชดใช้กรรมที่กระทำเช่นกัน หนีไม่พ้นกฏแห่งกรรม ทำดีก็ย่อมได้ดี ทำชั่วก็ต้องชดใช้ เหมือนกัน  แต่บางครั้งทำชั่วแล้วได้ดี  อาจจะเป็นเพราะกรรมยังตามมาไม่ถึงยังใช้บุญเก่าที่สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ  ซึ่งถ้าบุญเก่าหมดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละกรรมมาแต่นอนครับ  100% หนีไม่พ้นทุกคนทุกชาติทุกศาสนา  ถ้าผมเข้าใจผิดรบกวนช่วยให้ความกระจ่างด้วยครับ
Previous Post
Next Post

post written by:

สาระน่ารู้ทั่วไป

loading...