3.5.61

ดื่มการแฟเครียดจริงมั้ย และ อาจส่งผลให้วิตกกังวลและเครียดง่ายขึ้นหรือ



      การดื่มกาแฟนั้น ถ้าคาเฟอีนเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้เพื่อนๆ สามารถทำงานได้อย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่าไปได้ทั้งวัน โดยเราจะเสพมันทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ดูเหมือนว่ามันจะมากเกินไปใช่หรือไม่? แต่กว่า 64% ของชาวอเมริกัน บอกว่า พวกเขาดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละแก้วทุกวัน เพราะว่ากาแฟมีคาเฟอีนที่จะช่วยให้รู้สึกตื่นตัวมากขึ้นในระหว่างการทำงาน  ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและความงามของ Maple Holistics คุณ Caleb Backe กล่าวว่า หลายคนคิดว่าควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหากกังวลเรื่องความวิตกกังวล แต่สำหรับบางคนก็ไม่ได้ส่งผลแบบนั้น





“ คาเฟอีนสามารถช่วยให้สมองปล่อยโดพามีน ไปในบริเวณสมองที่สำคัญสำหรับการควบคุมอารมณ์ และมันยังเป็นที่ๆ เก็บโดพามีนในต่อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่สำคัญต่อการควบคุมความวิตกกังวล โดยสารเคมีที่มีชื่อว่า โดพามีีน นี้นั้นจะพบว่ามีต่ำในกลุ่มคนี่มีความวิตกกังวลหรือว่ามีความเครียด ดังนั้น คาเฟอีนจะไปช่วยกระตุ้นอารมณ์ช่วยให้รู้สึกมีความสุขและกังวลน้อยลง ”

ในขณะที่คาเฟอีนสามารถช่วยให้คนบางคนมีความวิตกกังวลน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็สามารถทำให้คนบางกลุ่มมีความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นได้เหมือนกันนะ ดร. Sal Raichbach จากศูนย์บำบัด Ambrosia ชี้ให้เห็นว่าการการกินคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจทำให้ความกังวลใจของเพื่อนๆ แย่ลงไปอีกได้นะ



      กุญแจสำคัญคือ การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ หากคุณพบว่าตัวเองเริ่มเครียดและวิตกกังวลให้ลองดื่มกาแฟสักแก้ว แต่หากคุณต้องการดื่มในปริมาณที่มากขึ้น หรือถี่กว่าเดิม ให้เปลี่ยนการดื่มคาเฟอีนในเครื่องดื่มชนิดอื่นแทน เช่น ชาเขียว จะดีกับสุขภาพมากกว่าและมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่า”

     นอกจากนี้ ในระยะยาวแล้วคาเฟอีนนั้นยังเป็นสาเหตุของอาการเบิร์นเอาท์ในผู้คนด้วยนะ ทำความรู้จักอาการนี้มากขึ้นได้ที่นี่ Burnout Syndrome “ภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์” คุณอาจเป็นหนึ่งในนั้น!
 




      และอาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่เกิดจากการบริโภคคาเฟอีน เช่น ความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งอาจทำให้ระดับความวิตกกังวลและการนอนไม่หลับได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับค่าที่ว่า การนอนที่ไม่ดีนั้นช่วยส่งเสริมภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในบุคคลดังนั้น ควรดื่มแต่พอดีและหากต้องการดื่มเยอะ ให้เลือกอาหารที่มีคาเฟอีนต่ำลงแทนจะดีที่สุดครับ


ที่มา: โดย JEN GLANTZ, Popsugar.com
Previous Post
Next Post

post written by:

สาระน่ารู้ทั่วไป

loading...