29.3.61

เทรนด์ขายออนไลน์ปี 2018 รู้ไว้ยอดขายดีแน่นอน!


ตรียมธุรกิจให้พร้อมแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนแล้วล่ะก็ วันนี้เรามี 10 เทรนด์การขายของออนไลน์ปี 2018 มาให้ทุกคนได้วางแผนการขายกันตั้งแต่ต้นปี

1. Facebook-ยิง Ads อย่างเดียว ไม่พออีกต่อไป

ในปี 2561 Facebook จะช่วยให้ขายง่าย และขายดีมากยิ่งขึ้น แต่วิธีการยิง Facebook Ads นั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการขายผ่าน Live ที่ลูกค้าสามารถขอดูสินค้าได้สดๆ พร้อมตอบคำถามได้โดยทันที จะดูน่าเชื่อถือกว่าการขายแบบทั่วไปที่ผู้ซื้อไม่เคยเห็นหน้าตาผู้ขายเลย(ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่) อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการตอบแชทได้ด้วย เพราะสามารถรวมคนที่สนใจสินค้ามาอยู่ด้วยกัน และตอบคำถามทีเดียวได้ ไม่ต้อง ไปตอบแชททีละคน ถ้าพวกเขาสนใจก็สามารถปิดการขายผ่าน Live ได้ทันทีซึ่งบางร้านจะให้สั่งของทาง Comment แล้วให้แคปหน้าจอ ยืนยันการสั่งผ่านทาง Inbox อีกที

อีกทั้งธุรกิจแบบ E-commerce หรือธุรกิจออนไลน์ ในประเทศไทยก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดยังเพิ่มช่องทางขายสินค้าอย่าง Facebook Marketplace ที่ไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าก็สามารถลงประกาศขายสินค้าหรือบริการได้ โดยสามารถติดต่อผู้ขายผ่าน Facebook Messenger ได้ทันที เอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจให้สะดวกรวดเร็ว แล้วยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าและลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย ที่สำคัญ Facebook Insight จะติดตามและวัดผลได้ดีขึ้น ซึ่งจะขอกล่าวถึงในข้อที่ 8 ว่าด้วยเรื่องของ AI&Big Data

2. Line@-เมื่อไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขาย

ถึง Facebook จะมีผู้ใช้มากมายขนาดไหน แต่สำหรับร้านค้าออนไลน์แล้ว การจะแย่งชิงพื้นที่ใน  News Feed นั้นก็ยังยากอยู่ดี โดยเฉพาะร้านค้าเล็กๆ ในขณะที่ช่องทาง LINE ที่มีบริการสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะอย่าง LINE@ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ส่งข้อความถึง Follower ทั้งหมดได้ด้วยฟังก์ชัน Broadcast ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อความแบบเดียวกันกันนี้ได้อย่างไม่มีตกหล่น หรือจะส่งรูปภาพที่สามารถลิงค์ไปที่เว็บไซต์ก็ได้ ถ้าหากจะส่งโปรโมชันก็มีฟังก์ชัน Coupon มารองรับ ถ้าต้องการสำรวจความต้องการของลูกค้า ก็ใช้ฟังก์ชัน Poll&Servey เมื่อลูกค้าทำแบบสอบถามเสร็จแล้ว คุณอยากจะแจกของรางวัลตอบแทนก็ใช้ฟังก์ชั่น Coupon มาร่วมด้วยช่วยกันได้อีก Full Function กว่านี้มีอีกไหม?แล้วยังเสียค่าใช้จ่ายในราคาหลักพัน เรียกได้ว่าถูกแสนถูก คุ้มค่ากับฟังก์ชันที่ทำได้สุดๆ เลยทีเดียว

3. Video-ฮีโร่ช่วยดึง Engagement

จากผลสำรวจของ cheetahmaketing.in.th ระบุว่า Video ทั่วไป ที่ดึงดูดคนดูไว้ได้จนจบมีเพียง 37% เท่านั้น และเป็น Video ที่มีความยาวต่ำกว่า 90 วินาทีถึง 53% ในขณะที่ Video ที่ยาวกว่า 30 นาที จะดึงคนดูไว้ได้เพียง 10% เท่านั้น นอกจากนี้ คนที่เล่น Facebook จะแชร์ Video เฉลี่ยถึง 89.5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขการแชร์ที่มากที่สุดอีกด้วย

จึงสรุปได้ว่า Video ของคุณไม่ควรยาวจนเกินไป เพราะคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่สมาธิสั้น จะเปิดดูเวลาเบื่อ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะดูอะไรนานๆ เพราะฉะนั้น คุณควรจะเริ่มต้นด้วยอะไรที่ดึงดูดให้คนสนใจ และมีแคปชันหรือคำบรรยายด้านล่าง(Subtitle) สำหรับคนที่ไม่ได้เปิดเสียงระหว่างที่ดูด้วย

Video นั้น ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ยังเป็นสิ่งที่ได้ผลอยู่ ถ้าตัวคุณเองเคยแชร์ Video แบบไหน ก็อาจจะเป็นไอเดียว่าอะไรที่ลูกค้าของคุณต้องการ

4. Reviewer&Influencer – มหัศจรรย์การรีวิวสินค้า

เป็นเรื่องเก่า ที่ต้องนำมาเล่าใหม่ เพราะยังเป็นช่องทางที่สำคัญและได้ผลอยู่ คุณควรจะสนับสนุนให้ลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของคุณรีวิวผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ยิ่งเป็นนักรีวิวที่มีคนติดตามเยอะด้วยแล้วล่ะก็ จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุ : WOM = Word of Mouth

อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องหมดงบการตลาดไปจ้างดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย แต่ควรจะเป็นลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของคุณจริง ที่แม้จะเป็นคนธรรมดาก็ตาม เพราะทำให้ดูจริงใจและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าครอบครัวหรือเพื่อนสนิทมีอิทธิพลต่อการซื้อมากที่สุดถึง 86% รองลงมาคือผู้เชี่ยวชาญ 58% อันดับ 3 เป็นการรีวิวผ่านเว็บไซต์ 54% ตามมาด้วย คนรู้จัก, บล็อกเกอร์  และบุคคลที่มีชื่อเสียงตามลำดับ ซึ่งจากภาพด้านล่างยังแสดงให้เห็นอีกว่าลูกค่าเก่ามีเปอร์เซ็นต์ที่จะกลับมาซื้อซ้ำมากกว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามา

5. Website- มีไว้ทำอะไรได้อีกเยอะ

เว็บไซต์ของคุณเปรียบเสมือนหน้าร้านที่จะต้องดึงดูดให้ลูกค้าคลิกเข้ามา ใครๆ ก็สามารถเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาหาคุณ หน้าที่ของคุณก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซต์หรือหน้าร้านของคุณให้ได้มากที่สุด แล้วเมื่อพวกเขาเข้ามาในเว็บไซต์แล้ว จะทำอย่างไรถึงจะปิดการขายให้ได้ก่อนที่ลูกค้าจะปิดหน้าเว็บไป

เว็บไซต์เป็นของคุณ หน้าร้านเป็นของคุณ จะหยิบเอาโปรโมชั่นหรือกลยุทธ์อะไรก็แล้วแต่ออกมาโชว์ให้เต็มที่ เพราะเมื่อพวกเขาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณแล้ว ก็แปลว่าพวกเขาจะต้องสนใจในสินค้าของคุณอยู่แน่นอน เพราะฉะนั้นเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นลูกค้าให้ได้


6. Cashless society & Direct supplier – จากจีนระบาดสู่ไทย

สำหรับปีที่ผ่านมาใครๆ ต่างก็พูดถึงสังคมไร้เงินสดที่ประเทศจีนเป็นผู้นำ เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประชาชนชาวจีน โดยไม่ต้องพกเงินสด เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถจ่ายเงินซื้อสินค้าได้เลย ซึ่ง Cashless society หรือ สังคมไร้เงินสดนี้ ก็เริ่มระบาดมาถึงประเทศไทยแล้ว เช่น ร้านค้าที่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ ก็มีบริการรองรับการชำระเงินด้วย QRCode ของ Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินยักษ์ใหญ่ของจีน จึงช่วยเพิ่มโอกาสขายให้ร้านค้า ที่ขายสินค้า และบริการให้กับนักท่องเที่ยวจีนได้มากขึ้น หรือแม้แต่การบริจาคเงินผ่าน QRCode เช่น โครงการ e-Donation ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร(วัดใหญ่) จ.พิษณุโลก หรือ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วนี่เองที่เราเริ่มเห็นการขยับตัวของธนาคารไทย อาทิ ธนาคารไทยพานิชย์กับโครงการ “แม่มณี” หรือกสิกรไทยกับแคมเปญ “ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ” ที่ทั้งคู่ต่างก็รองรับการจ่ายเงินด้วย QR Code โดยไม่ต้องพกแบงค์ซักใบจากตัวอย่างข้างต้น มีแนวโน้มสูงที่ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดตามประเทศจีนไปในเวลาอันใกล้LAZADA กับพื้นที่สำหรับ Taobao collection สั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ค้าชาวจีน

นอกจากสังคมไร้เงินสดที่ระบาดจากจีนมาสู่ไทยแล้ว ยังมีเรื่องของสินค้าจากประเทศจีนที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน เพราะการเชื่อมต่ออย่างไร้พรมแดน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงร้านค้าจากประเทศจีนที่ราคาถูกได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอีกต่อไป โดยเฉพาะร้านค้าที่ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ถ้าแค่ขายของถูกอย่างเดียวไม่พอ ต้องสามารถทำให้คนจดจำแบรนด์ของตัวเองได้ด้วย หรือปรับกลยุทธ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าเรื่องของราคา เช่น การตอบคำถามลูกค้า การบริการ การขนส่งสินค้า การจ่ายเงินที่สะดวก ฯลฯ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกร้านค้าจากประเทศจีนเข้ามาแทนที่ได้ในที่สุด

7.Chatbot บทใหม่ของการขายของผ่าน chat

Chatbot จะมีส่วนช่วยให้ขายได้ขายดีมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณตอบแชทหรือคอมเมนต์ของลูกค้าไม่ทัน ระบบ Chatbot นี่แหละที่จะช่วยคุณได้ โดยเฉพาะข้อความที่คุณต้องพิมพ์ซ้ำๆ เช่น ข้อความต้อนรับ โปรโมชัน ลิงค์ที่เข้าไปเลือกดูสินค้า ฯลฯ ฟังก์ชันที่ใกล้เคียง Chatbot ที่เห็นกันบ่อยๆ ก็จะมีใน Messenger ของ Facebook และ LINE@ ของ LINE และเชื่อว่าจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น Sales ที่ทำหน้าที่ขายโดยอัตโนมัติ

8. AI&Big Data – เพิ่มยอดขายแบบไม่ต้องเดา

AI กับ Big Data นั้นแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสิ้น
Big data ก็คือ ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมายในโลกออนไลน์ ที่เราสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลการพูดคุยของคนบน Social Media การหาความต้องการของลูกค้า หาพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำไปทำแผนการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Facebook Insight ที่สามารถให้ข้อมูลเราได้ว่าคนที่ติดตามเพจเราอยู่เป็นแบบไหนซึ่งแอบบอกได้ว่าในปีหน้า Facebook น่าจะให้ความสำคัญในส่วนของ Insights เป็นพิเศษอย่างแน่นอน

ส่วน Artificial Intelligence หรือ AI นั้นเริ่มเข้ามามีบทบาททางการขาย และกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่บางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราแล้วอย่างเช่น Chatbot จากข้อที่แล้วก็เป็น AI รูปแบบหนึ่ง หรือ Facebook Ads ก็ถือว่าเป็น AI ที่ช่วยปรับ Algorithm ว่าใครจะเห็นโฆษณาอะไร และในปีนี้ ก็คงจะมีการพัฒนา AI รูปแบบอื่นๆ มาให้พวกเราได้นำมาปรับใช้กับการขายของได้ในอนาคต

โดยสรุปแล้ว Big Data จะช่วยรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวม ในขณะที่ AI จะเรียนรู้ข้อมูลที่ได้จาก Big Data และนำมาใช้งานได้โดยอัตโนมัติ จากตัวอย่างข้างต้น Big Data ก็คือ Facebook Insights ส่วน AI ก็คือการทำ Facebook Ads นั่นเอง


ในปีที่ผ่านมามีทั้งตลาดออนไลน์ (e-marketplace) ระดับโลกมาบุกไทยมากมาย
รวมไปถึงเป็นผู้ให้บริการใหม่ๆ เพื่อความสะดวกสบายของคนทำธุรกิจออนไลน์ (fulfilment) ก็มีให้เลือกใช้เพื่อเข้ามาเสริมความแกร่งให้กับธุรกิจอย่างไม่มีใครยอมใคร เครดิตภาพจาก: https://techsauce.co/page/204/

9. Marketplace- ตลาดใหม่รวมผู้ใช้เป็นล้าน

อย่างที่เคยบอกไว้ว่าเทรนด์ที่กำลังมาคือ “E-Commerce” ซึ่งสิ่งที่ตอกย้ำถึงกระแสของเทรนด์นี้ก็คือ การพัฒนาระบบ Logistics, e-Payment, Mobile-banking จากการเปิดตัวของ Promtpay ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้จ่ายเงินได้สะดวกมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตก็ได้ เพื่อรองรับธุรกิจประเภท E-Commerce แล้วยังช่วยให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย

ปัจจุบันก็มี Marketplace อยู่หลาย Platform ด้วยกันทั้ง 11street,Lazada,LnwShop,Shopee,Amazon ฯลฯ จะเห็นได้ว่า Marketplace จะเน้นการขายสินค้า C2C หรือการซื้อขายระหว่างลูกค้ารายย่อยด้วยกันเอง แต่ก็เริ่มมีร้านค้าที่เป็น B2C เข้ามาจับจองพื้นที่ใน Marketplace แล้วเหมือนกัน เช่น Watsons, BigC เป็นต้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำในขณะที่ได้รับผลกำไรสูง

ถึงแม้ว่าการขายผ่าน Marketplace ดูจะมีการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกตลาดก็ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ยิ่งใหญ่ยิ่ง Mass และคนขายก็ยิ่งต้องแข่งขันเรื่องราคา เพราะฉะนั้นร้านค้าต้องเลือกช่องทางที่เหมาะสม และห้ามทิ้งช่องทางของตนเองด้วย


10.Niche Brand- ไม่สนใคร ขอใส่ใจแค่บางกลุ่ม

จากข้อที่แล้วที่เจาะตลาดแบบ Mass ในข้อนี้แบรนด์ควรจะเจาะตลาดแบบ Niche หรือแบบเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะแบรนด์ที่มาใหม่ นอกเหนือจากเรื่องคุณภาพของสินค้า และการบริการแล้ว ก็ควรจะมีชื่อเสียงในแวดวงนั้นๆ ด้วย ยิ่งตอนนี้มีการสร้าง Online social group ต่างๆ ออกมามากมาย ซึ่งช่วยรวบรวมคนที่มีความสนใจเดียวกันเอาไว้ด้วยกัน กลุ่มเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา คนที่อยู่ในกลุ่มก็จะติดตามหรือเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะซื้อขายและแลกเปลี่ยนกันเองภายในกลุ่มหรือแนะนำ และบอกต่อแบรนด์ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น content จึงสำคัญ ร้านค้าต้องคิดต่อว่า จะสร้าง content ที่ถูกใจกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้สามารถเข้าไปอยู่ในหัวข้อสนทนา และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนที่ใช้สินค้าของคุณได้ต่อไป
Previous Post
Next Post

post written by:

สาระน่ารู้ทั่วไป

loading...