6 อาชีพที่มีสัญญาณว่าจะตกงานได้ในอนาคตเตรียมรับมือซะ

6 อาชีพที่มีสัญญาณว่าจะตกงานได้ในอนาคตเตรียมรับมือซะเมื่อ 20ปีก่อน มีคนเคยพูดว่าอินเตอร์เน็ตคือ The Next Big Thing ต่อจากโทรทัศน์

         ทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตเข้ามาผูกพัน มีส่วนร่วมกับชีวิตของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องส่วนตัว แต่กลับมีความผูกพันไปถึงหน้าที่การงาน และ ธุรกิจในยุคที่อะไร ๆ ก็เปลี่ยน เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ ข่าวสารข้อมูลที่เข้าถึงทุกคนได้อย่างรวดเร็ว ไอเดียใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน จากคนทุกคนที่เป็นนักคิด นักค้นคว้า ยุคที่ธุรกิจเก่าต้องมีการปรับเปลี่ยน และธุรกิจใหม่กำลังจะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ในตลาด ยุคนี้ คือยุคที่เรียกว่า Digital Transformation

        การ transform ธุรกิจโดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าสินค้าแน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดผลกระทบโดยตรงก็คือตัวธุรกิจ แล้วอะไรที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจ? ก็คือคนถ้าเราบอกว่าวันนี้สตาร์ทอัพกำลังมา มาพร้อมกับไอเดียใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ที่พร้อมจะมาปฎิวัติธุรกิจเก่า นั่นแปลว่าจะต้องมีธุรกิจอีกหลายตัวที่ต้องล้มหายตายจากไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน วันนี้เราจะมาคุยกันถึง 6 อาชีพที่มีสัญญาณว่าจะตกงานในอีก 10 ปี ข้างหน้ากันครับ



อาชีพที่ 1 คือ คนขับรถแท็กซี่
รถแท็กซี่ยังคงมีอยู่ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ไม่มีรถส่วนตัว หรือไม่ต้องการขับรถด้วยตัวเอง แต่ “คนขับรถ” ต่างหากที่จะหายไป

        ในอนาคตคนขับรถแท็กซึ่จะถูกแทนที่ด้วย “รถยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง”จะดีแค่ไหนถ้าเราโบกแท็กซี่ที่ว่างแล้วรถหยุด จอด รอฟังคำสั่ง จากนั้นเมื่อเราแจ้งจุดหมายปลายทางแล้ว เราก็กระโดดขึ้นรถได้ และพักผ่อนอย่างสบายใจ สิ่งนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เพราะปัจจุบันรถยนต์ไร้คนขับเริ่มทดสอบมาได้หลายปีแล้ว และมีแววว่าจะใช้ได้จริงเร็ว ๆ นี้

         การมาของรถยนต์จะทำให้ผู้โดยสารสะดวกสบายขึ้น เมื่อโบกแล้วรถไปทุกคันไม่บ่น รถสามารถคำนวนเส้นทางผ่าน Google Map และเลือกเส้นทางที่สามารถถึงที่หมายได้ไวที่สุด รถจะไม่พาเราอ้อมเพื่อเรียกเงินเพิ่ม รถจะไม่ชวนเราคุย ไม่อารมณ์เสีย เชื่อว่าถ้ารถเช่นนี้เริ่มนำมาให้ใช้บริการ ไม่เพียงแต่ตัวรถเท่านั้นที่จะทำให้คนขับรถตกงาน แต่ผู้โดยสารเองก็พร้อมจะสนับสนุนรถไร้คนขับแบบนี้ด้วยเช่นกัน

 

 อาชีพที่ 2 นักข่าว นักเขียน
คำถาม.. ข่าวล่าสุดที่คุณได้รู้ รู้จากสื่อไหน? ทีวี? วิทยุ? หรืออินเตอร์เน็ต มือถือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค?
เชื่อว่าส่วนมากน่าจะตอบอย่างหลังปัจจุบันทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้ ทุกคนที่มีมือถือสมาร์ทโฟนสามารถถ่ายภาพเมื่ออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ แถมยังสามารถ LIVE ข่าวสด ๆ จากจุดเกิดได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาติใคร และแน่นอนว่าถ้ามีคนยี่สิบคนอยู่ในที่เกิดเหตุ ก็จะมีแหล่งข่าวยี่สิบแหล่งอยู่ตรงนั้น

    นักข่าวจึงแทบจะไม่มีความจำเป็นอีกแล้วในอนาคตข้างหน้า เมื่อเราทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตข่าวได้ด้วยตัวเอง ผลิตข่าวสด ข่าวจริง รวดเร็ว และชัดเจน ไม่มีสำนักข่าวไหนจะว่องไวและทำงานได้ดีกว่าคนอีก 70ล้านคนในประเทศอย่างแน่นอน

ความเป็นจริงเราเริ่มเป็นนักข่าวเองตั้งแต่ช่วงที่มีคลื่นยักษ์สึนามิ รายการทีวีเปิดโอกาสให้คนสามรถส่ง SMS รายงานข่าวได้ จากวันนั้นพวกเราทุกคนก็เป็นนักข่าวได้เอง

ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้เสพ จะเลือกเสพจากบนอินเตอร์เน็ต จากสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว หลายครั้งที่นักข่าวเองยังนำภาพจากสื่อเหล่านี้ไปออกในรายการทีวีของตัวเองด้วยซ้ำเท่านั้นไม่พอ หลายสำนักข่าวมักจะพลาดทำข่าวที่ “ทำร้าย” ตัวเอง เขียนข่าวมั่ว ข่าวที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนและเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของตน แน่นอนว่าในยุคนี้ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงข้อมูลได้หมด เราสามารถตรวจสอบความจริง ความเท็จ ได้ว่าใครเขียนข่าวถูก ใครเขียนข่าวมั่ว ดังนั้น ถ้านักข่าวเขียนข่าวมั่ว ข่าวที่ผิดพลาด ความน่าเชื่อถือจะลดลง จนทำให้ผู้อ่าน ผู้ชม ต้องทิ้งสื่อเหล่านี้ไปในที่สุดอย่างไรก็ตาม อาชีพนักข่าว หรือ นักเขียน ก็ไม่ได้จะสูญหายไปไหน แต่เรียกว่าต้อง “ปรับตัว” น่าจะเหมาะกว่า ในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป นักข่าวและนักเขียนจะต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเอง ไม่ได้มองแค่การเขียนลงหนังสือ ลงแมกกาซีน ไม่ได้มองแค่การวิ่งไปทำข่าวในที่เกิดเหตุ แล้วกลับมารายงานผ่านห้องส่ง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำข่าว เปลี่ยนเป็นการรายงานผ่านสื่อออนไลน์ การทำ LIVE เหล่านี้คือบทบาทของนักข่าวที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอย่างแน่นอน




อาชีพที่ 3 โบรกเกอร์ นายหน้า
เชื่อว่านักลงทุน กลุ่มคนที่เล่นหุ้น เทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวนไม่น้อย เลือกใช้แอพเพื่อซื้อ-ขาย หุ้นด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็น Streaming ของ Settrade หรือแอพซื้อ-ขายหุ้นแบรนด์อื่น ๆ ทั้งของหลักทรัพย์เองและของ third-party เหล่านี้มีมากมายที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดการซื้อ-ขายได้ด้วยตัวเอง จะตั้งราคาที่ต้องการ หรือจะซื้อเดี๋ยวนั้น ก็สามารถทำได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องพึ่ง “คนกลาง” หรือโบรกเกอร์นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และตัวเลขของการซื้อ-ขายหุ้นด้วยตัวเองก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทำไม?

เพราะความง่าย สะดวก รวดเร็ว คอนโทรลได้ด้วยตัวเอง ทำให้คนยุคใหม่สนใจที่จะจัดการทุกอย่างเองโดยไม่ต้องโทรบอก หรือบางคนที่ต้องการคำปรึกษาจากโบรกเกอร์ ปัจจุบันก็มีกูรู และนักวิเคราะห์มากมายทั้งบน เฟสบุค บนเว็บไซต์ และ ไลน์แอด พร้อมให้แนวทางและคำปรึกษาได้ตลอดเวลา และถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น สตาร์ทอัพไทยอย่าง Jitta (www.jitta.com) ก็มีระบบวิเคราะห์หุ้น เพื่อให้คำแนะนำว่า หุ้นตัวไหนดี ควรซื้อ หุ้นตัวไหนราคาสูงกว่าความเป็นจริง โดยมีการจัดอันดับให้คะแนนอย่างชัดเจน น่าเชื่อถืออาชีพที่มีหน้าที่เป็นคนกลางอย่าง “เอเจนต์” เช่น เอเจนต์ท่องเที่ยว ซื้อที่พัก โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน อาชีพเหล่านี้จะหมดไป เพราะเราสามารถซื้อได้เอง เลือกได้เอง ในราคาถูก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอาชีพคนกลางอื่น ๆ อย่าง คนขายประกันชีวิต ฯลฯ


อาชีพที่ 4 พนักงานธนาคาร คนทำบัญชี
ไม่ใช่แค่พนักงานธนาคาร และคนทำบัญชีเท่านั้นที่มีโอกาสจะต้องปรับเปลี่ยนในอีก 10ปีข้างหน้า แต่ต้องบอกว่า “ทุกอาชีพที่ทำงานซ้ำ ๆ” เป็น routine
เพราะมีโอกาสสูงมากที่ “หุ่นยนต์” จะเข้ามาทำงานแทนที่งาน routine เหล่านี้
ความจริงหุ่นยนต์ได้เข้ามาทำงานแทนนานแล้ว เพียงแต่คำว่าหุ่นยนต์ที่หมายถึง ไม่ได้พูดถึงหุ่นยนต์เดินสองขาที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ แต่หมายถึงหุ่นยนต์ที่สามารถรับคำสั่งได้ แล้วทำงานตามคำสั่งได้ เช่น ATM

ตู้ ATM คือหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ผมหมายถึง มันสามารถรับคำสั่งได้ว่าเราต้องการถอนเงิน มันสามารถตรวจสอบได้ว่า เราคือเจ้าของเงินนั้นจริง ๆ และเมื่อตรวจสอบแล้ว มันสามารถนำเงินออกมาให้เรา โดยทำการหักตัวเลขออกจากบัญชีได้อย่างแม่นยำ นี่คือหน้าที่ของหุ่นยนต์ที่สามรถทำได้ และทำได้ดีคนทำบัญชีก็เช่นกัน งานที่มีหลักการคิด สูตรในการทำ มีการทำซ้ำ เหล่านี้มีโอกาสถูกเปลี่ยนได้หมด ต่อไปเมื่อเราซื้อของโดยใช้การรูดบัตรเครดิต ระบบก็จะรู้ว่าเราดึงเงินออกจากธนาคาร ธนาคารส่งข้อมูลต่อทำให้รู้ว่าเราจ่ายเงินให้กับร้านอะไร มีเลขที่จดทะเบียนอะไร เหล่านี้สามารถเป็นข้อมูลรายรับของบริษัทได้ และจะโยงไปถึงการชำระภาษีอากรอีกด้วย โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่จำเป็นต้องใช้คนเลยแม้แต่คนเดียว

แคชเชียร์ หรือพนักงานรับชำระเงินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ณ วันนี้เราอาจจะยังไปไม่ถึงไอเดียที่ Amazon เพิ่งประกาศออกไปเมื่อปลายปีที่แล้ว นั่นคือร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปหยิบอะไรก็ได้แล้วก็ออกจากร้านเลยโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ตัวห้างจะรู้โดยอัตโนมัติว่าเราคือใคร หยิบสินค้าอะไรไป ราคาเท่าไหร่ แล้วจะชาร์จผ่านบัตรเครดิตอะไรของเรา แต่ปัจจุบันในห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิล์ด หรือ มาบุญครองก็เริ่มมีระบบให้ลูกค้าสามารถสแกนสินค้าและจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ด้วยตัวเอง จับสินค้าใส่ถุงเองโดยไม่ต้องพึ่งพนักงานอีกต่อไปแน่นอนว่าในอนาคตหุ่นยนต์ และเครื่องจักรต้องสามารถทำได้มากกว่านี้ ดังนั้นอาชีพที่เป็นโล


อาชีพที่ 5 คือ เกษตรกร
          เขียนอาชีพนี้ขึ้นมาแล้วรู้สึกตกใจ เพราะเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนไทยเลยก็ว่าได้ อย่าเพิ่งรีบตกใจไปว่า ถ้าอาชีพนี้จะหายสาปสูญแล้วเราจะทำอย่างไร แต่เรามาดูกันดีกว่าว่าอาชีพนี้จะหายไปได้อย่างไรก่อนมื้ออาหารกลางวัน วันหนึ่งบนห้างใหญ่กลางเมือง ผมได้มีโอกาสรับประทานอาหารกับเจ้าของบริษัท Market Anyware คุณรัน ซึ่งเป็นผู้ที่คอยศึกษาเรื่องหุ่นยนต์ และการเรียนรู้ เรื่องของ machine learning คุณรันได้บอกกับผมว่า อีกไม่นานต่างประเทศจะเริ่มพยายามสร้างหุ่นยนต์ที่จะมาปลูกข้าว ปลูกพืชผล แทนคนหุ่นยนต์จะสามารถปลูกข้าวได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะเป็นงาน routine ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ดำนาก็มีแล้ว ดังนั้นถ้ามารวมกับรถยนต์ที่ขับได้เองอัตโนมัติก็คงจะไม่แปลกอะไร คุณรันบอกว่า การใช้หุ่นยนต์จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวลดลงต่ำมากจนแทบจะถึงศูนย์บาท!!ใช่.. การใช้หุ่นยนต์จะทำให้เราต้องลงทุนในช่วงแรก แต่อาจจะเป็นผลดีในระยะยาว เมื่อหุ่นยนต์สามารถปลูกข้าวได้เอง ปลูกพืชได้เอง โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ส่วนเรื่องการซ่อมบำรุงนั้น ส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าถึงขนาดปลูกพืชได้เองแล้ว ซ่อมตัวเองก็ไม่น่าจะยากอะไรแน่นอนว่าคุณรันศึกษามาไกลกว่านั้น คุณรันบอกว่า นอกจากปลูกพืชแล้ว ต่อไปหุ่นยนต์จะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย!เลี้ยงสัตว์ก็ไอเดียใกล้ ๆ กันกับปลูกข้าว แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ข้าวใช้ดินและน้ำเพื่อทำให้เติบโต แต่วัว และ หมู ต้องใช้อาหาร แล้วเราจะหาอาหารจากไหน? ผมถาม คุณรันตอบว่า “ก็มาจากตัวที่ปลูกพืชเมื่อกี้ยังไงล่ะครับ”


อาชีพที่ 6 คือ อาชีพ “ครู”
ยุคนี้เป็นยุค DIY ยุคที่ใคร ๆ อยากเรียนรู้อะไรใหม่ อยากทำอะไรเป็น ก็สามารถเปิดดูคลิปได้จาก YouTube ซึ่ง “ฟรี” หรือถ้าจะเป็นแบบเสียเงินก็มีทั้ง Udemy, Skillshare และ อื่นๆ อีกมากมาย แล้วถ้าเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ DIY ล่ะ? เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคนิคการคิดเลขไว เป็นเรื่องไม่ยากเลยที่เราจะเรียนเรื่องฟิสิกส์โดยตรงจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งอย่าง MIT ขณะอยู่ที่บ้าน และเป็นเรื่องที่ไม่ยากเช่นกันที่จะเรียนวิชาการถ่ายภาพจากช่างภาพในนิวยอร์ก ผู้มีประสบการณ์ถ่ายภาพจริงร่วมกับนางแบบระดับโลกเท่านั้นยังไม่พอ Google คือสถานที่ที่คุณ “ไม่รู้” พร้อมจะวิ่งเข้าไปหาความรู้ หาได้อย่างง่าย และ รวดเร็ว แถมได้คำตอบที่ละเอียด แม่นยำ และถูกต้อง คำถามคือ คุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวหรือ transform ตัวเองอย่างไร?

" ความจริงอาชีพนี้ใน 10ปี น่าจะยังอยู่ ไม่หายไปไหน เพียงแต่จะต้องมีการปรับตัว "

          แต่แทนที่จะเป็นผู้ให้ความรู้โดยตรง เปลี่ยนเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้ให้คำแนะนำ ไกด์ไลน์ แทน เพราะสิ่งเหล่านี้ Google หรือ ระบบการเรียนออนไลน์ยังไม่สามารถทำได้ ครู และ อาจารย์ที่ผู้ที่ได้สัมผัส ได้รู้จักกับนักเรียน นักศึกษาโดยตรง ได้รู้ว่าคนไหนควรเรียนอะไร มีแววรุ่งทางด้านไหน แล้วไกด์เค้า นำทางเค้า เพื่อให้เค้าสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมต่อได้จากบนอินเตอร์เน็ต


ซึ่งต่อจากนี้อีก 10 ปีข้างหน้า...
        แน่นอนว่ามีอีกหลายอาชีพที่มีแนวโน้มว่าจะต้องถูกปรับเปลี่ยน อย่างน้อยการยกตัวอย่าง 6 อาชีพนี้ซึ่งเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้มองเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในอนาคตได้คำถามหลังจากอ่านบทความนี้คือ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร? มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงหรือไม่? บทความนี้ไม่สามารถให้คำตอบได้ทั้งหมด 100% ว่าคุณจะต้องปรับตัวอย่างไร ทำตัวอย่างไร อาชีพของคุณจะอยู่รอดหรือไม่ แต่บทความนี้จะทำหน้าที่เสมือนไกด์ไลน์ ชี้แนะให้คุณต้องไปศึกษาต่อ เพื่อให้ได้รู้จักถึงปีแห่ง Digital Transformation ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคุณและโลกใบนี้ที่เหลือว่าจะศึกษาได้มากหรือน้อย เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณแล้วล่ะครับ
Previous Post
Next Post
Related Posts